ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับมาเลเซีย

มาเลเซีย

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

     ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับมาเลเซียเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๐๐ ไทยและมาเลเซียครบรอบ ๖๐ ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์เมื่อปี ๒๕๖๐ ความสัมพันธ์ระหว่าง ไทยกับมาเลเซียกว้างขวางและลึกซึ้ง ในเชิงเศรษฐกิจ มาเลเซียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ ๔ ของไทย และนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางมาไทยมากเป็นอันดับที่ ๒ รองจากจีน ในเชิงความมั่นคง มาเลเซีย มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ในเชิงวัฒนธรรม ประชาชนทั้งสองฝ่ายไปมาหาสู่กันต่อเนื่องและบางส่วนผูกพันฉันเครือญาติ โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

     ไทยและมาเลเซียมีเขตแดนทางบกความยาวประมาณ ๖๔๗ กิโลเมตร ประกอบด้วยเขตแดนตามสันปันน้ำ ๕๕๒ กิโลเมตร และร่องน้ำลึกของแม่น้ำ ๙๕ กิโลเมตร และมีเขตแดนทางทะเล ในฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทั้งสองฝ่ายเคยมีปัญหาการอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่ทางทะเล ในฝั่งอ่าวไทย ประมาณ ๗,๒๕๐ ตารางกิโลเมตร แต่ได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยสันติวิธี และประสบความสำเร็จในการจัดทำความตกลงพัฒนาร่วมเพื่อแสวงประโยชน์ร่วมกันในทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีชีวิตในบริเวณดังกล่าว และได้ก่อตั้งองค์กรร่วมมาเลเซีย - ไทย (Malaysia-Thailand Joint Authority - MTJA) เพื่อจัดการและดูแลผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมฝ่ายละครึ่งเท่ากัน 

     ในช่วงปี ๒๕๔๗ - ๒๕๖๐ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียห่างเหิน โดยมีสาเหตุสำคัญ มาจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทำให้ฝ่ายต่าง ๆ ในไทยไม่ไว้วางใจ มาเลเซีย รวมถึงความสำเร็จทางเศรษฐกิจและทางการทูตของทั้งไทยและมาเลเซีย ซึ่งมุ่งเน้น ความสนใจที่แตกต่างกัน ทั้งสองประเทศจึงไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความร่วมมือใหญ่ ๆ ที่จะ ยึดโยงผลประโยชน์ของสองประเทศเข้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญได้ อย่างไรก็ดี การเยือนไทย อย่างเป็นทางการของตุน ดร.มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย เมื่อวันที่ ๒๔ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑ เป็นการเปิดศักราชใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย โดยได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญ ของการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียให้เกิดมรรคผลเป็นรูปธรรมต่อไป 

     ปัจจุบัน นายณรงค์ ศศิธร ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๑ นายรัชฎา จิวาลัย ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง และนางสาวจันทรรัตน์ งามชนะ ดำรงตำแหน่งรองกงสุลใหญ่ รักษาราชการแทนกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู ขณะที่ดาโต๊ะ โจจี แซมูเอล (Dato’ Jojie Samuel) ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย โดยได้รับการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ และนายโมฮัมมัด อาฟันดี บิน อาบู บาการ์ (Mr. Mohd Afandi bin Abu Bakar) ดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่มาเลเซีย ณ จังหวัดสงขลา

ด้านการเมือง

     ในช่วงแรกของการเข้ามาบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ มาเลเซียแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์การเมืองไทยและต้องการให้ไทย กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว โดยกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียได้ออกข่าวสารนิเทศ ขอให้ชาวมาเลเซียหลีกเลี่ยงการเดินทางมาไทย และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๗ มาเลเซียปรับลดระดับคำแนะนำการเดินทางเป็นการเตือนให้ใช้ความระมัดระวัง อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำ กองทัพมีความใกล้ชิด โดยผู้นำฝ่ายกองทัพและความมั่นคงของมาเลเซียต่างแสดงความเข้าใจ สถานการณ์การเมืองไทยเป็นอย่างดี และผู้แทนระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวในปัญหาการเมืองและความขัดแย้งภายในของไทย โดยเข้าใจถึงสาเหตุ ความจำเป็นที่ฝ่ายทหารต้องเข้ามาบริหารประเทศ และพร้อมที่จะสนับสนุนไทยในการแก้ไขปัญหา ดังกล่าว 

     รัฐบาลมาเลเซียในปัจจุบันภายใต้ตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย มุ่งรักษาสมดุลกับมหาอำนาจในภูมิภาค โดยได้รื้อฟื้นนโยบายมุ่งตะวันออก (Look East Policy) ซึ่งรวมไทยอยู่ด้วย และให้ความสำคัญกับญี่ปุ่นในฐานะต้นแบบการพัฒนาประเทศและประสงค์ที่จะดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ก็ดำเนินความสัมพันธ์กับจีนอย่างระมัดระวัง นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียยังให้ความสำคัญลำดับต้นกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านภายใต้นโยบายส่งเสริมประเทศเพื่อนบ้านให้เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน (Prosper-thy-neighbour) 

     สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับมาเลเซีย โดยในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรี แห่งมาเลเซีย เมื่อวันที่ ๒๔ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แจ้ง พัฒนาการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาและท่าทีไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ฝ่ายมาเลเซียทราบ รวมถึงขอบคุณรัฐบาลมาเลเซียที่ได้แต่งตั้งผู้อำนวยความสะดวกคนใหม่ที่มี ความรู้และประสบการณ์ในพื้นที่เป็นอย่างดี ซึ่งตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรี แห่งมาเลเซียได้แสดงความเข้าใจเกี่ยวกับท่าทีไทยในเรื่องนี้ และยืนยันที่จะร่วมมือแก้ไขปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อตอบแทนไทยที่เคยช่วยเหลือมาเลเซียในการปราบปรามการก่อการร้าย (โจรคอมมิวนิสต์มลายา) ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือในการเสริมสร้าง ความมั่นคงในภาพใหญ่ โดยเฉพาะการบริหารและจัดการชายแดน เช่น การต่อต้านการก่อการร้าย และแนวคิดสุดโต่ง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์ และการแก้ไขปัญหาบุคคลสองสัญชาติ 

     กรอบความร่วมมือระหว่างไทยกับมาเลเซียที่สำคัญ ได้แก่ (๑) การประชุมประจำปีระดับ นายกรัฐมนตรี (Annual Consultation - AC) (๒) คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Joint Commission for Bilateral Cooperation - JC) ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ (๓) คณะกรรมการว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมสำหรับพื้นที่ชายแดน (Joint Development Strategy - JDS) ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริม ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับมาเลเซียอย่างรอบด้าน และติดตามประเด็นความร่วมมือที่ยัง คั่งค้างของทั้งสองประเทศ

     ในด้านความมั่นคง ไทยและมาเลเซียมีกรอบความร่วมมือที่สำคัญ ได้แก่ (๑) คณะกรรมการ ชายแดนทั่วไป (General Border Committee - GBC) ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (๒) คณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee - HLC) ระดับผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ (๓) คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee - RBC) ระดับแม่ทัพ ภาคที่ ๔ ในด้านเศรษฐกิจ ไทยและมาเลเซียมีคณะกรรมการร่วมด้านการค้าไทย - มาเลเซีย (Joint Trade Committee - JTC) ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ความมั่นคง
     กองทัพไทยและกองทัพมาเลเซียมีการฝึกร่วมทางทหารระหว่างกันเป็นประจำ ได้แก่ (๑) LAND EX THAMAL เป็นการฝึกประจำปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ (๒) THALAY LAUT จัดขึ้นทุก ๒ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๒๓ (๓) SEA EX THAMAL เป็นการฝึกบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการร่วมชายแดนทางทะเล ระหว่างไทยกับมาเลเซียทั้งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ (๔) AIR THAMAL เป็นการฝึกการปฏิบัติการทางอากาศยุทธวิธีตามบริเวณชายแดนไทยและมาเลเซียโดยทำการฝึกทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ และ (๕) JCEX THAMAL เป็นการฝึกร่วม/ผสมภายใต้กรอบการปฏิบัติให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ

ด้านเศรษฐกิจ

การค้า
     มาเลเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๔ ของไทยในปี ๒๕๖๑ การค้ารวมมีมูลค่า ๘๐๖,๓๕๗.๑๑ ล้านบาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๗.๙๖ จากปี ๒๕๖๐) โดยคิดเป็นการส่งออก ๓๗๓,๐๓๘.๙๗ ล้านบาท การนำเข้า ๔๓๓,๓๑๘.๑๔ ล้านบาท และไทยขาดดุลการค้า ๖๐,๒๗๙.๑๗ ล้านบาท ทั้งนี้ มูลค้าการค้าระหว่างไทยกับมาเลเซียประมาณร้อยละ ๗๐ เป็นการค้าชายแดนที่กระทำผ่านด่านศุลกากรสะเดา - บูกิตกายูฮิตัม ซึ่งเป็นด่านชายแดนทางบกที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดเป็นอันดับ ๑ ของไทย สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปมาเลเซีย ได้แก่ (๑) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (๒) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (๓) ยางพารา (๔) น้ำมันสำเร็จรูป และ (๕) เคมีภัณฑ์ ขณะที่สินค้านำเข้าที่สำคัญของไทยจากมาเลเซีย ได้แก่ (๑) น้ำมันดิบ (๒) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (๓) น้ำมันดิบ (๔) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ (๕) แผงวงจรไฟฟ้า

การลงทุน 
     ภาคอุตสาหกรรมหลักที่ไทยเข้าไปลงทุนในมาเลเซีย ได้แก่ ปิโตรเลียมและปิโตรเคมี กระดาษและสิ่งพิมพ์ การผลิตอาหารและเคมีภัณฑ์ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมหลักที่มาเลเซียเข้ามาลงทุน ในไทย ได้แก่ การบิน ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก เซรามิก อุปกรณ์และสิ่งประกอบรถยนต์

การท่องเที่ยว
     ในปี ๒๕๖๑ มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียมาไทยประมาณ ๔.๐๙ ล้านคน (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๙ จากปี ๒๕๖๐) มากเป็นอันดับ ๒ รองจากนักท่องเที่ยวจีน ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปมาเลเซีย ประมาณ ๑.๔๓ ล้านคน (ลดลงร้อยละ ๒๒.๒๘ จากปี ๒๕๖๐) สองฝ่ายจะส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดสตูลกับเกาะลังกาวีของมาเลเซีย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด สองประเทศ หนึ่งจุดหมายปลายทาง (Two Countries, One Destination) ของไทย

ด้านต่างประเทศ

ความเชื่อมโยง
     ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของตุน ดร. มหาธีร์ บิน โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรี แห่งมาเลเซียเมื่อวันที่ ๒๔ - ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๑ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เสนอให้ทั้งสองประเทศยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ที่เข้มข้น” เพื่อร่วมกันเสริมสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะร่วมกันผลักดันโครงการความร่วมมือสำคัญที่คั่งค้างให้มีความคืบหน้า โดยเฉพาะการบริหารจัดการตามแนวชายแดนและโครงการพัฒนาความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ อาทิ การขยายเวลาทำการของด่านศุลกากรสะเดา - บูกิตกายูฮิตัม เป็น ๒๔ ชั่วโมง การเชื่อมโยง ส่วนขยายของด่านศุลกากรดังกล่าว และการดำเนินการด้านพิธีการศุลกากร ณ จุดเดียว รวมถึง การก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกที่จังหวัดนราธิวาส ๒ แห่ง ได้แก่ (๑) สะพานสุไหงโก-ลก - รันเตาปันยัง แห่งที่ ๒ และ (๒) สะพานตากใบ - เปิงกาลันกุโบร์ และเห็นชอบให้เร่งรัดจัดทำ บันทึกความเข้าใจ ๒ ฉบับเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารข้ามพรมแดนให้เสร็จโดยเร็ว