ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเมียนมา

เมียนมา

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

     ไทยและเมียนมาสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๙๑ ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ทวิภาคีอยู่ในระดับดีมากทั้งในระดับรัฐบาล กองทัพ และประชาชน โดยเมื่อปี ๒๕๖๑ ไทยและเมียนมาได้ยกระดับสถานะความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ” (Natural Strategic Partnership) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานการเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มีความท้าทายและโอกาสในการส่งเสริมผลประโยชน์แห่งชาติร่วมกัน นอกจากนี้ ปี ๒๕๖๑ สองประเทศได้ร่วมกันฉลองครบ ๗๐ ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางทูต ซึ่งไทยและเมียนมาได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองตลอดทั้งปี

ด้านการเมือง

     ที่ผ่านมา ผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนการเยือนและหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๑ นายวินมยิน ประธานาธิบดีเมียนมาได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ ๗ – ๘ มีนาคม ๒๕๖๒ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อหารือเรื่องสถานการณ์ในรัฐยะไข่ และเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๒ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพบหารือกับนางออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ในช่วงพิธีฉลองความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่ง ๒ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 

     ไทยและเมียนมามีความร่วมมือทวิภาคีครอบคลุมทุกมิติและมีความคืบหน้าอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ทั้งด้านการปราบปรามยาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การแก้ไขปัญหาแรงงานผิดกฎหมาย การส่งเสริมการค้าการลงทุน หรือแม้แต่ประเด็นที่เคยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในอดีต อาทิ เขตแดนและ การส่งกลับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) กลับประเทศ นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๙ จนถึงมีนาคม ๒๕๖๒ ไทยและเมียนมาได้ร่วมมือกันอำนวยความสะดวกการส่ง ผภร. กลับเมียนมาแล้ว ๓ ครั้ง รวม ๗๒๙ คน ซึ่งเป็น การสะท้อนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันของสองประเทศได้เป็นอย่างดี 

     ไทยสนับสนุนเมียนมาในการปฏิรูปประเทศและเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย การสร้างความปรองดองกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมกระบวนการสันติภาพของเมียนมา ตลอดจนการแก้ไขสถานการณ์รัฐยะไข่ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญของเมียนมา อย่างไรก็ดี การดำเนินการของไทยในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความสะดวกใจของเมียนมาเป็นสำคัญ

ด้านเศรษฐกิจ

การค้า  
     ในปี ๒๕๖๑ เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ ๑๙ ของไทยในโลกและเป็นอันดับ ๖ ในอาเซียน โดยมีมูลค่ารวม ๗,๖๓๐.๓๗ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๒.๔๓) ซึ่งไทยเกินดุลการค้า ๑,๖๐๖.๑๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งออก ๔,๖๑๘.๒๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า ๓,๐๑๒.๑๓ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น ๒ เท่าภายในปี ๒๕๖๕ (จากมูลค่าการค้าในปี ๒๕๖๐) หรือประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การลงทุน 
     ไทยลงทุนสะสมในเมียนมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ – มีนาคม ๒๕๖๒ มูลค่า ๔,๐๕๙.๓๖๘ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นอันดับ ๔ รองจาก สิงคโปร์ จีนและฮ่องกง สาขาการลงทุนที่สำคัญของไทย ได้แก่ พลังงาน ภาคการผลิต การท่องเที่ยวและโรงแรม และพลังงาน 

การท่องเที่ยว  
     ในปี ๒๕๖๑ นักท่องเที่ยวเมียนมาเดินทางมาเยือนไทย ๓๖๘,๑๗๐ คน เพิ่มขึ้นร้อยละ ๐.๗๐ และนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเยือนเมียนมา ๒๙๑,๒๓๑ คน (ถือเป็นอันดับ ๑ ของเมียนมา) เพิ่มขึ้นร้อยละ ๖.๓๓ โดยนักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราในกรณีที่เดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติและสามารถพำนักในดินแดนของแต่ละฝ่ายได้ ๑๔ วัน

ด้านต่างประเทศ

ความร่วมมือทวิภาคีที่สำคัญ 
     คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคี (Thailand-Myanmar Joint Commission on Bilateral Cooperation – JC) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม โดยเมียนมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JC ครั้งที่ ๙ ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๖๑  
     คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee – RBC) มีแม่ทัพภาคที่ ๓ และผู้บัญชาการสำนักปฏิบัติการพิเศษที่ ๔ ของเมียนมาเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหา ที่ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม RBC ครั้งที่ ๓๓ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างวันที่ ๒๖ – ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๒ 
     คณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee – JBC) เป็นกลไกในการหารือประเด็นด้านเขตแดนของสองประเทศ ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JBC ครั้งที่ ๙ ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๒ – ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๐  
     คณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (Township Border Committee – TBC) มีทั้งหมด ๕ แห่งบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา ได้แก่ (๑) อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย (๒) อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน (๓) อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก (๔) อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และ (๕) อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง มีผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่เกี่ยวข้องของไทยและผู้บังคับกองพันที่เกี่ยวข้องของเมียนมาเป็นประธานร่วม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนในระดับท้องถิ่น โดยสองฝ่ายมีการประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 
     คณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (Joint Trade Commission – JTC) มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม โดยเมียนมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม JTC ครั้งที่ ๗ ที่กรุงเนปยีดอ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑

ความเชื่อมโยง
     ไทยให้ความสำคัญการพัฒนาเส้นทางคมนาคมตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเขตพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East-West Economic Corridor – EWEC) ซึ่งเป็นช่องทางขนส่งสินค้าและการเดินทางของประชาชนที่สำคัญของไทยและเมียนมา รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาถนนและสะพานในเมียนมา เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อจากเวียดนาม สปป.ลาว ไทยและเมียนมา รวมทั้งจีนและอินเดีย โดยเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๘ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและนายญาณ ทุน รองประธานาธิบดีเมียนมาเป็นประธานร่วมในพิธีส่งมอบถนนช่วงเมืองเมียวดี – เชิงเขาตะนาวศรี – กอกะเร็ก ซึ่งรัฐบาลไทยก่อสร้างให้เมียนมา และเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๒ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพบหารือกับนางออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ได้เป็นประธานร่วมในพิธีฉลองความสำเร็จในการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย – เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย/ตองยิน แห่งที่ ๒ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 
     สำหรับเขตพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor – SEC) ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei Special Economic Zone – DSEZ) เมืองทวายในภาคตะนาวศรี ซึ่งจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เป็นประตูสู่ฝั่งทะเลอันดามันและเชื่อมโยงเข้ากับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor – EEC) รัฐบาลไทยโดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) อยู่ระหว่างการปล่อยเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน (soft loan) แก่รัฐบาลเมียนมาเพื่อก่อสร้างถนนเชื่อมโยงจากชายแดนไทยที่จังหวัดกาญจนบุรีไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย

ความร่วมมือด้านแรงงาน 
     ปัจจุบัน มีแรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในประเทศไทยประมาณ ๒.๔ ล้านคน โดยเป็นแรงงานที่เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติและได้รับเอกสารประจำตัวแล้วจำนวน ๑.๒ ล้านคน ซึ่งไทยและเมียนมาได้ร่วมมือกันนำแรงงานเมียนมาที่ทำงานในประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้วเสร็จเมื่อ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ไทยและเมียนมาพยายามส่งเสริมการนำเข้าแรงงานเมียนมาให้สามารถเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายตามช่องทางของบันทึกความเข้าใจด้านแรงงานและความตกลงการจ้างงาน เพื่อให้แรงงานเมียนมาได้รับสิทธิ สวัสดิการ และการคุ้มครองตามกฎหมายไทยเช่นเดียวกับแรงงานไทย 
     ความตกลงการจ้างงานที่สองฝ่ายจัดทำร่วมกันเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๙ หมดอายุลงเมื่อ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๑ แต่ยังมีผลบังคับใช้ไปพลางระหว่างรอดำเนินการตามกระบวนการภายในเพื่อลงนามความตกลงฉบับใหม่ สองฝ่ายตกลงให้ปรับเพิ่มข้อกำหนดการตรวจสุขภาพและตรวจสอบประวัติอาชญากรรมแรงงานเมียนมาก่อน เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย และการสนับสนุนให้มีการจ้างงานในภาคการเกษตรในระยะสั้น (น้อยกว่า ๒ ปี) สองฝ่ายได้ร่วมหารือเกี่ยวกับการจ้างแรงงานเมียนมาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องนำโดยอธิบดีกรมการจัดหางานและอธิบดีกรมแรงงานของเมียนมา โดยไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับวิชาการไทย – เมียนมาด้านการจ้างแรงงานเมียนมาในประเทศไทย ที่จังหวัดภูเก็ต ระหว่างวันที่ ๑๓ - ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒

ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา  
     ไทยมีบทบาทเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนากับเมียนมาผ่านการดำเนินงานของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อร่วมสนับสนุนการพัฒนาประเทศและการปฏิรูปของเมียนมาในสาขาที่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศของเมียนมาและที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ ทั้งในรูปแบบของการให้ทุนฝึกอบรมและทุนการศึกษา การส่งอาสาสมัครเพื่อนไทย ตลอดจนการดำเนินโครงการพัฒนาในเมียนมา อาทิ การพัฒนาแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลทวาย การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในรัฐยะไข่ รัฐกะเหรี่ยง รัฐมอญและภาคตะนาวศรี ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำแผนการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาไทย – เมียนมา ระยะ ๓ ปี (ปี ๒๕๖๒ – ๒๕๖๔) ครอบคลุมสาขา (๑) การเกษตร (๒) การศึกษา (๓) สาธารณสุข (๔) การพัฒนาเศรษฐกิจและการเงิน และ (๕) การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน 
     ที่ผ่านมา ไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เมียนมาในกรณีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อปี ๒๕๕๘ และสถานการณ์รัฐยะไข่ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันโดยตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาสถานการณ์รัฐยะไข่ทั้งในเมียนมาและบังกลาเทศ ทั้งการบริจาคเงินช่วยเหลือ การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ การดำเนินโครงการพัฒนา อาทิ โรงสีข้าว การพัฒนาชุมชน ศูนย์เพาะเลี้ยงกุ้ง