ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต

ติมอร์-เลสเต

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

ไทยและติมอร์-เลสเต มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไทยให้ความช่วยเหลือติมอร์ฯ ด้านการรักษาความมั่นคงและสันติภาพ ตั้งแต่ปี 2542 โดยได้ส่งกองกำลังทหารเข้าร่วมในกองกำลัง International Force in East Timor (INTERFET) ตามคำขอของประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ระหว่างปี 2542-2543 เพื่อประสานงานระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซีย และสหประชาชาติในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในติมอร์ฯ และส่งเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในติมอร์ฯ อย่างต่อเนื่อง ผู้นำติมอร์ฯ มีทัศนคติที่ดีต่อไทย และกองกำลังทหารไทยได้รับการยอมรับจากชาวติมอร์ฯ อย่างมากโดยเฉพาะในกิจการด้านพลเรือนซึ่งมุ่งเน้นการฝึกฝนให้ชาวติมอร์ฯ สามารถพึ่งตนเองได้

ความร่วมมือระหว่างไทยกับติมอร์ฯ เน้นให้ความสำคัญกับด้านเศรษฐกิจ พลังงานและเกษตรกรรม ติมอร์ฯ มีทรัพยากรด้านพลังงานอุดมสมบูรณ์ จึงมีศักยภาพเป็นแหล่งพลังงานให้แก่ไทยได้ ในขณะที่ติมอร์ฯ ประสงค์จะเรียนรู้ประสบการณ์ของไทยในการบริหารจัดการ และการจัดตั้งบริษัทเอกชนด้านพลังงานจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมของไทย ได้แก่ การพัฒนาพันธุ์ข้าว และการประมง

ไทยดำเนินนโยบายการทูตเพื่อสนับสนุนการพัฒนาติมอร์ฯ อย่างต่อเนื่อง โดยไทยได้ให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ติมอร์ฯ ผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) ตั้งแต่ปี 2546 ผ่านการให้ทุนฝึกอบรม/ดูงาน ทุนศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาต่าง ๆ รวมทั้ง การจัดทำโครงการหมู่บ้านต้นแบบตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง (Self-Sufficiency Village Model) ในจังหวัดดิลีและอะลิ่ว และการส่งผู้เชี่ยวชาญไทยเดินทางไปปฏิบัติงานที่ติมอร์ฯ ในโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ ไทยให้การสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์ฯ โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์


ความร่วมมือที่สำคัญระหว่างไทย-ติมอร์ ได้แก่
  1. ความร่วมมือทางวิชาการ
    ผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) โดยไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการแก่ติมอร์ฯ ตั้งแต่ ปี 2546 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนความร่วมมือทางวิชาการ 3 ปี ระยะที่ 3 (ปี 2556 - 2558) โดยสาขาความร่วมมือที่ติมอร์ฯ สนใจ ได้แก่ ด้านเกษตรศาสตร์ สาธารณสุข พลังงาน ฯลฯ
  2. ความร่วมมือด้านพลังงาน
    ระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงพลังงานและกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ธาตุติมอร์ และบริษัท ปตท. กับบริษัท Timor GAP ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติติมอร์ ทั้งนี้ ติมอร์ประสงค์จะเรียนรู้ประสบการณ์ของไทยในการบริหารจัดการ และการจัดตั้งบริษัทเอกชนด้านพลังงานจากบริษัท ปตท.

ด้านการเมือง

ไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และพลเรือน เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งและกองพันทหารช่าง เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในติมอร์ฯ มาโดยตลอดทั้งในด้านการพัฒนา การให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ และการรักษาสันติภาพ โดยไทยได้เข้าไปปฏิบัติการรักษาสันติภาพในติมอร์ฯ ในหลายภารกิจ อาทิ UN Mission in East Timor (UNAMET) และ International Force in East Timor (INTERFET) ในปี 2542 UN Transitional Administration in East Timor (UNTAET) ในปี 2543-2545 และ UN Mission of Support in East Timor (UNMISET) ในปี 2545-2547 โดยมีนายทหารไทยดำรงตำแหน่งสำคัญในกองกำลังรักษาสันติภาพ ได้แก่ พลตรี ทรงกิตติ จักกาบาตร์ (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลัง INTERFET พลโท บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง UNTAET ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2543 - สิงหาคม 2544 และพลโท วินัย ภัททิยกุล (ยศในขณะนั้น) ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลัง UNTAET/UNMISET ระหว่างเดือนกันยายน 2544 - สิงหาคม 2545

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2548 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้รับรองข้อมติที่ 1704 (2006) จัดตั้ง United Nations Integrated Mission in Timor-Leste (UNMIT) ระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ระยะแรก 6 เดือน โดยเน้นภารกิจการฟื้นฟูและสร้างเสถียรภาพแก่ติมอร์ฯ ซึ่งสหประชาชาติได้แจ้งขอรับการสนับสนุนเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเร่งด่วน และขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาสนับสนุน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จึงคัดเลือกนายตำรวจที่ผ่านประสบการณ์ในการเข้าร่วมกองกำลังรักษาสันติภาพให้ฝ่ายปฏิบัติการรักษาสันติภาพของสหประชาชาติคัดเลือกจำนวน 50 นาย ซึ่งฝ่ายปฏิบัติการรักษาสันติภาพฯ ได้คัดเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยเข้าปฏิบัติภารกิจ UNMIT จำนวน 41 นาย ซึ่งไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจครบทั้ง 41 นาย โดยมีการผลัดเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ตลอดมา โดยบทบาทของตำรวจไทยใน UNMIT ได้รับความชื่นชมอย่างมากจากสหประชาชาติและติมอร์ฯ โดยเฉพาะการเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือด้านการพัฒนามนุษยธรรม และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการรักษาสันติภาพจึงได้รับการชมเชยจากนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีติมอร์ฯ มาโดยตลอด

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 รัฐบาลติมอร์ฯ และ UNMIT ได้ร่วมกันจัดทำ Joint Transition Plan ให้เป็นกลไกร่วมในการกำกับดูแลและดำเนินการการส่งมอบภารกิจของ UNMIT ก่อนที่จะถอนกำลังออกไป

เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาสันติภาพ (peacekeeping) ไปสู่การสร้างรัฐ (state-building) ที่มั่นคง สันติ และมีพัฒนาการ เป็นไปอย่างราบรื่น โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับสูงเพื่อกำกับดูแลคณะทำงาน 7 คณะซึ่งรับผิดชอบในแต่ละด้านที่สำคัญ

ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างกันได้สะท้อน ในกรณีอุทกภัยของประเทศไทย ซึ่งประธานาธิบดีติมอร์ฯ ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจถึงนายกรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 นายกรัฐมนตรีติมอร์ฯ ได้เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในไทยแก่รัฐบาลไทยจำนวน 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ไทยสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์ฯ และยินดีช่วยเหลือเพื่อเตรียมความพร้อมแก่ติมอร์ฯ ก่อนเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน การสนับสนุนติมอร์ฯ ในเรื่องนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของไทยที่ให้การสนับสนุนประเทศที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล เพื่อเป็นพันธมิตรของไทยในการผลักดันเรื่องดังกล่าวในอาเซียนให้มีความก้าวหน้าและเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออาเซียนในระยะยาว


ความร่วมมือที่สำคัญระหว่างไทย-ติมอร์ ได้แก่
  1. ความร่วมมือทางวิชาการ
    ผ่านสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) โดยไทยได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการแก่ติมอร์ฯ ตั้งแต่ ปี 2546 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนความร่วมมือทางวิชาการ 3 ปี ระยะที่ 3 (ปี 2556 - 2558) โดยสาขาความร่วมมือที่ติมอร์ฯ สนใจ ได้แก่ ด้านเกษตรศาสตร์ สาธารณสุข พลังงาน ฯลฯ
  2. ความร่วมมือด้านพลังงาน
    ระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงพลังงานและกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ธาตุติมอร์ และบริษัท ปตท. กับบริษัท Timor GAP ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติติมอร์ ทั้งนี้ ติมอร์ประสงค์จะเรียนรู้ประสบการณ์ของไทยในการบริหารจัดการ และการจัดตั้งบริษัทเอกชนด้านพลังงานจากบริษัท ปตท.

ด้านเศรษฐกิจ



การค้า

การค้าระหว่างไทยกับติมอร์ฯ ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากติมอร์ฯ เป็นตลาดขนาดเล็ก ภาคธุรกิจมีขนาดไม่ใหญ่ และสินค้าส่งออก (กาแฟ เนื้อมะพร้าวสำหรับผลิตน้ำมัน หินอ่อน) ไม่ใช่สินค้าที่ไทยต้องการ

ติมอร์ฯ มีความต้องการการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในด้านต่าง ๆ ตลอดจนมีศักยภาพด้านพลังงานและเป็นโอกาสในการลงทุนของไทย โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมที่นักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนเพื่อส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาโปรตุเกส (Community of Portuguese Language Countries: CPLP) ซึ่งติมอร์ฯ ได้รับความช่วยเหลือในรูปสิทธิทางภาษี และไปสู่ประเทศใหญ่ๆ ที่ติมอร์ฯ อยู่ระหว่างเจรจาขอสิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ จีน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย

การค้าระหว่างไทยกับติมอร์-เลสเต ในปี 2555 มีมูลค่า15.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐลดลงจากปี 2554 ร้อยละ 1.06 โดยเกือบทั้งหมดเป็นการส่งออกจากไทย (นำเข้าจากติมอร์ฯ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ และส่งออก 15.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 15.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

การค้าในปี 2556 มีมูลค่า 185.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นการนำเข้าจากติมอร์ฯ 181.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่งออก 4.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยเสียดุลการค้า 176.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าที่ไทยส่งออกไปยังติมอร์ฯ ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบรถยนต์ น้ำตาล ข้าวโพด ผลไม้กระป๋องแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป แผงสวิทช์และแผงคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาสิว

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากติมอร์ฯ ได้แก่ เครื่องจักรและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เครื่องใช้เบ็ตเตล็ด เครื่องใช้และเครื่องตกแต่งภายในบ้านและสิ่งพิมพ์


การลงทุน

การลงทุนระหว่างไทยกับติมอร์ฯ ยังมีไม่มากนัก โดยยังไม่มีการลงทุนของติมอร์ฯ ในไทย ในขณะที่ภาคเอกชนไทยไปลงทุนในธุรกิจด้านบริการในติมอร์ฯ เช่น ร้านอาหาร 8 ร้าน และสปา 3 ร้าน ทั้งนี้ ในช่วงการเยือนไทยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติมอร์ฯ ระหว่างวันที่ 25-28 ตุลาคม 2552 ไทยและติมอร์ฯ เห็นควรส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุน โดยนักธุรกิจไทยอาจสนใจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ภาคการเงินการธนาคารและพลังงาน และพิจารณาตั้งโรงงานผลิตสินค้าในติมอร์ฯ และส่งกลับมาไทยหรือไปประเทศที่สามโดยใช้สิทธิพิเศษทางการค้าทางการค้า

ติมอร์ฯ มีศักยภาพและเป็นโอกาสในการลงทุนของไทย โดยเฉพาะการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานซึ่งติมอร์ฯ มีความต้องการ และด้านอุตสาหกรรมซึ่งนักธุรกิจไทยสามารถไปลงทุนเพื่อส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส (Community of Portugese Language Countries: CPLP) ซึ่งติมอร์ได้รับความช่วยเหลือในด้านสิทธิทางภาษี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับประเทศต่าง ๆ เพื่อขอสิทธิพิเศษทางการค้า อาทิ จีน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย


ด้านพลังงาน

ติมอร์ฯ ให้ความสำคัญต่อสาขาพลังงาน ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพ โดยติมอร์ฯ ได้วางแผนแม่บทระยะยาวสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และธุรกิจต่อเนื่องที่ชายฝั่งทางตอนใต้ (southcoast) โดยเฉพาะในพื้นที่ร่วมเพื่อการพัฒนาปิโตรเลียม (Joint Petroleum Development Area : JPDA) และปัจจุบันติมอร์ฯ ได้จัดตั้งบริษัท TimorGAP (Timor Gas and Petroleum Company) โดยขณะนี้ส่วนแบ่งระหว่างติมอร์ฯ กับออสเตรเลียตามข้อตกลงในพื้นที่ JPDA คือ 50 : 50 ซึ่งไทยยังมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมและลงทุนได้

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติติมอร์ฯ ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วย ความร่วมมือด้านพลังงานกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในระหว่างการเยือนไทยของประธานาธิบดีติมอร์ฯ เมื่อวันที่ 11-13 มกราคม 2552 และมีการจัดตั้ง Joint Steering Committee เพื่อร่วมมือด้านพลังงานในประเด็นเกี่ยวกับ

  1. การฝึกอบรมบุคลากรของติมอร์ฯ สาขาปิโตรเลียม
  2. การจัดตั้งสถาบันปิโตรเลียมในติมอร์ฯ
  3. แผนปฏิบัติการเพื่อการพัฒนาไฮโดรคาร์บอนในติมอร์ฯ

โดยได้มีการหารือถึงแนวทางในการพัฒนาและศึกษาศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมในบริเวณแหล่งปิโตรเลียม EKKN (Elang / Kakatua / Kakatua North) ซึ่งอยู่ในพื้นที่ JPDA และบริษัท ปตท. ให้การสนับสนุนการฝึกอบรม/ทุนการศึกษาแก่เจ้าหน้าที่ด้านพลังงานของติมอร์ฯ มาศึกษาต่อในไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่าย ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโรงแยกก๊าซธรรมชาติเหลว และอุตสาหกรรมส่วนขยายด้านปิโตรเคมี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2553 ให้บริษัท ปตท. พัฒนาและสำรวจความเป็นไปได้ ในการสร้างโรงงานแยกก๊าซธรรมชาติเหลว และอุตสาหกรรมส่วนขยายด้านปิโตรเคมีในติมอร์ฯ ซึ่งจะเป็นการนำร่องแผนการลงทุนของบริษัท ปตท. ต่อไปในอนาคต และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจสำหรับการดำเนินงานในช่วงที่สองในวันที่ 31 มกราคม 2555 อีกด้วย

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท. สผ.) ได้แสดงความสนใจในการลงทุนด้านพลังงานร่วมกับติมอร์ฯ และอยู่ระหว่างการรอรัฐบาลติมอร์ฯ พิจารณาอนุมัติแผนการลงทุนในโครงการพัฒนาแหล่งก๊าซ Greater Sunrise ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างประเทศติมอร์ฯ กับออสเตรเลีย (Joint Petroleum Development Area : JPDA) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เสนอที่จะศึกษาความเป็นไปได้ที่จะให้ความช่วยเหลือแก่รัฐบาลติมอร์ฯ ในรูปแบบการลงทุนร่วมกันในการรักษาสิทธิในการ Farm-in โครงการพัฒนาในพื้นที่สัมปทานของติมอร์ฯ ซึ่งบริษัทน้ำมันแห่งชาติของติมอร์ฯ มีสิทธิจะทำได้ แต่ถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาในการตัดสินใจลงทุนและจำนวนเงินลงทุนที่สูง


การประมง

ไทยมีความสนใจที่จะทำการประมงในติมอร์ฯ เนื่องจากติมอร์ฯ ยังมีทรัพยากรทางทะเลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งคาดว่าสามารถให้ผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 600,000 ตัน/ปี โดยล่าสุด องค์การสะพานปลาของไทยประสงค์จะส่งคณะไปศึกษาแหล่งทำการประมงแห่งใหม่ในติมอร์ฯ รวมทั้งลู่ทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านประมง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2553

หลังจากได้รับเอกราช การพัฒนาด้านเศรษฐกิจของติมอร์ฯ ดำเนินไปโดยการรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งจากองค์การระหว่างประเทศ และประเทศต่าง ๆ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2548 รัฐบาลติมอร์ฯ ได้จัดตั้งกองทุนน้ำมัน (Petroleum Fund) และนำเงินส่วนหนึ่งจากกองทุนน้ำมันมาสมทบกับภาษีและรายได้อื่น เพื่อใช้เป็นงบประมาณในการบริหารประเทศ ทำให้ติมอร์ฯ เริ่มมีรายได้มากขึ้น นอกจากนี้ ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2550 รัฐบาลได้นำคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ทำงานกับต่างประเทศและมีแนวคิดที่ทันสมัยมาร่วมบริหารประเทศ โดยกำหนดแผนพัฒนาประเทศ (National Development Plan) ระยะ 5 ปี ฉบับแรก (ปี 2551-2556) และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา (Strategic Development Plan) ปี 2554-2573 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

สถานะของการเป็นประเทศผู้รับความช่วยเหลือแต่ฝ่ายเดียวของติมอร์ฯ เริ่มเปลี่ยนไป โดยรัฐบาลมีรายได้จากก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ในกองทุนน้ำมัน เพิ่มขึ้นจากเดือนละ 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2548 เป็นเดือนละ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าติมอร์ฯ จะมีเงินในกองทุนน้ำมันจำนวนมาก แต่ยังคงประสบกับภาวะอัตราเงินเฟ้อที่สูงเช่นกัน เนื่องจากผลกระทบจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดโลก ซึ่งติมอร์ฯ ยังคงพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2554 ติมอร์ฯ ได้เปิดธนาคารแห่งชาติ (Central Bank of Timor-Leste : CBTL) เป็นครั้งแรก มีนาย Abrao de Vasconselhos เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติคนแรก ซึ่งนับ เป็นพัฒนาการสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นสัญลักษณ์ของความมีอธิปไตยทางการเงินของติมอร์ฯ ทั้งนี้ ระบบธนาคารของติมอร์ฯ ในปัจจุบันยังอยู่ภายใต้การบริหารของธนาคารต่างชาติแทบทั้งหมด

เมื่อวันที่ 31 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2556 นายพงษ์ศักดิ์ รัตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนาย Alfredo Pires รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรแร่ธาตุติมอร์ฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ด้านพลังงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโรงงานแยกคอนเดนเสทและการซื้อขายคอนเดนเสทระหว่างกัน โดยมีการร่วมลงนามในความตกลงระหว่างผู้บริหารบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับผู้บริหารบริษัท Timor GAP อีก 2 ฉบับ ได้แก่

  1. Joint Trading Agreement (JTA)
  2. Joint Cooperation Agreement (JCA)

ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัท Timor GAP โดยความตกลงทั้งสองฉบับมีสาระสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านปิโตรเลียมระหว่างกัน การตั้งคณะทำงานศึกษาโครงการที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาบุคลากร รวมถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาโอกาสทางธุรกิจด้านพลังงานระหว่างกันในอนาคต

ด้านต่างประเทศ

ติมอร์ฯ ให้ความสำคัญกับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน โดยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2554 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศติมอร์ฯ ได้เยือนอินโดนีเซียและมอบหนังสือแจ้งความประสงค์อย่างเป็นทางการที่จะเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2554 และได้เตรียมการสำหรับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนโดย

  • ตั้งคณะเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติ
  • ตั้งกรมอาเซียนในกระทรวงการต่างประเทศ
  • แต่งตั้งเอกอัครราชทูตติมอร์ฯ ประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียนประจำกรุงจาการ์ตา
  • เตรียมพร้อมสำหรับการบูรณาการของภูมิภาค (regional integration)

เมื่อวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2554 ประธานาธิบดีติมอร์ฯ ได้เยือนอินโดนีเซีย และพบหารือกับประธานาธิบดีอินโดนีเซียในระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 19 ที่บาหลี เกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนของติมอร์ฯ อย่างไรก็ดี แม้ว่าอาเซียนยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ต่อการรับติมอร์ฯ เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน แต่ได้จัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะมนตรีประสานงานอาเซียน (ASEAN Coordinating Council : ACC) เพื่อศึกษานัยของการรับติมอร์ฯ เข้าเป็นสมาชิกในทุกมิติ และพิจารณาว่าติมอร์ฯ จะสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์การรับสมาชิกใหม่ของอาเซียน ตามข้อ 6 ของกฎบัตรอาเซียนได้หรือไม่ (ตามข้อเสนอของสิงคโปร์) และเพื่อให้การรับสมาชิกใหม่ของอาเซียนมีกระบวนการที่ชัดเจน และนำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ติมอร์ฯ ให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์อันดีกับอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ โปรตุเกส ประเทศสมาชิกอาเซียน และกลุ่มประเทศผู้ใช้ภาษาโปรตุเกส (CPLP) ทั้ง 8 ประเทศ ซึ่งให้ความช่วยเหลือติมอร์ฯ มาโดยตลอด รวมทั้ง กระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และสหภาพยุโรป ปัจจุบันมีสถานเอกอัครราชทูต 15 ประเทศตั้งอยู่ในกรุงดิลี โดยเป็นประเทศสมาชิกอาเซียน 4 ประเทศ


การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายติมอร์-เลสเต

รัฐบาล
ดร. โฮเซ รามอส-ฮอร์ตา ประธานาธิบดี ติมอร์ฯ
  • เมื่อวันที่ 11-13 มกราคม 2552
    ดร. โฮเซ รามอส-ฮอร์ตา ประธานาธิบดี ติมอร์ฯ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
นายซาการีอัส อัลบาโน ดา คอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • เมื่อวันที่ 25-28 ตุลาคม 2552
    นายซาการีอัส อัลบาโน ดา คอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ติมอร์
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ติมอร์ เยือนไทยระหว่างวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ 2555


ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2557