ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ด้านการเมือง

ไทย เป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่แสดงความเชื่อมั่นต่ออนาคตของฮ่องกง ภายใต้การปกครองของจีน ตามหลักการ "หนึ่งประเทศ สองระบบ" (One Country, Two Systems) และความสัมพันธ์ไทย-ฮ่องกง ราบรื่นมาโดยตลอด

ระหว่างวันที่ 25-26 กุมภาพันธ์ 2556
นายกรัฐมนตรีเยือนฮ่องกง และได้หารือทวิภาคีกับ นายเหลียง เจิ้นเอิง ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับผู้บริหารระดับสูงด้านการเงินและการธนาคารฮ่องกง

ระหว่างวันที่ 4-6 กันยายน 2556
นาง Carrie Lam รัฐมนตรีอาวุโสด้านบริหารของฮ่องกงเยือนไทย และได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี และพบหารือกับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ด้านเศรษฐกิจ



การค้า

ฮ่องกงเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับต้นของไทย ในปี 2552 การค้ารวมไทย - ฮ่องกง มีมูลค่า 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงจากปี 2551 ร้อยละ 6.57) ไทยส่งออกไปฮ่องกง 9.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 5.59 จากปี 2551) ขณะที่ไทยนำเข้าจากฮ่องกง 1.73 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 11.64 จากปี 2551) และไทยได้เปรียบดุลการค้า 7.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2556 มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 8,534.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2555 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.29) โดยไทยส่งออกไปฮ่องกง 9,415.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1,118.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2555 มีมูลค่าการค้า 14,997.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบกับปี 2554 เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.58) ไทยนำเข้าจากฮ่องกง 1,900.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบกับปี 2554 ลดลงร้อยละ 18.76) ไทยได้ดุลการค้าจากฮ่องกงจำนวน 11,196.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกที่มีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้น 5 อันดับแรก ได้แก่ คอมพิวเตอร์ อัญมณี แผงวงจรไฟฟ้า อิเล็คทรอนิกส์ เหล็ก/เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติก

สินค้าส่งออกของไทยไปฮ่องกง 5 อันดับแรก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ สิ่งพิมพ์ แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติก ข้าว ผลิตภัณฑ์ยางพารา

สินค้านำเข้าจากฮ่องกง 5 อันดับแรก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผ้าผืน


การลงทุน

นักลงทุนฮ่องกง มองว่าไทยมีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรและแรงงาน ที่มีคุณภาพ รวมทั้งเป็นประตู (gateway) สู่อินโดจีน ขณะที่นักลงทุนไทยนิยมใช้ฮ่องกง เป็นฐานในการเข้าไปลงทุนในจีนตอนใต้ โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำเพิร์ล (Pearl River Delta - PRD) ที่มีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (การค้า การลงทุน และ การบริการ) กับฮ่องกงภายใต้ความร่วมมือ Closer Economic Partnership Arrangement (CEPA) อย่างไรก็ดี ปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองของไทย และปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ ได้ส่งผลกระทบให้การลงทุนของฮ่องกงในไทย ในปี 2552 มีโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจำนวน 14 โครงการ มูลค่า 1,001 ล้านบาท ลดลงจากปี 2551 ที่มี 19 โครงการ มูลค่า 5,303 ล้านบาท

ฮ่องกงมีการลงทุนสะสม 7.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2555 ฮ่องกงมีปริมาณเงินลงทุนผ่านการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) มากเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น โดยมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติ 33 โครงการ มีมูลค่า 429 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอุตสาหกรรมที่ฮ่องกงนิยมเข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุดคือ ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร แร่ธาตุและเซรามิก อุตสาหกรรมเบา/สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์เหล็กและเครื่องจักร อุปกรณืและเครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ กระดาษ และการบริการ โดยนักลงทุนฮ่องกงมองว่า ไทยมีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรและแรงงานที่มีคุณภาพ รวมทั้งเป็นประตู (Gateway) สู่อินโดจีน ในขณะที่นักทุนไทยนิยมใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการเข้าไปลงทุนในจีนตอนใต้ โดยใช้ประโยชน์จากการที่ฮ่องกงมีความร่วมมือกับจีนด้านเศรษฐกิจภายใต้กรอบ Closer Economic Partnership Agreement (CEPA) โดยไทยมีการลงทุนสะสมในฮ่องกงจำนวน 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ


การท่องเที่ยว

ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวฮ่องกง (รองจากจีนและมาเก๊า) อย่างไรก็ดี ปัญหาทางการเมืองของไทย กอปรกับค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้นักท่องเที่ยวฮ่องกงเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยลดลงจาก 337,827 คน ในปี 2551 เหลือ 325,529 คน หรือลดลงร้อยละ 3.6

นักท่องเที่ยวฮ่องกงนิยมมาเที่ยวเมืองไทยโดยเฉพาะภูเก็ตและสมุย โดยระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2556 นักท่องเที่ยวฮ่องกงเดินทางมาเที่ยวไทย 334,204 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2555 (250,149 คน) ร้อยละ 33.60 ทั้งนี้ ในปี 2555 นักท่องเที่ยวฮ่องกง เดินทางมาท่องเที่ยวไทย รวม 473,666 คน เพิ่มขึ้นจาก ปี 2554 (421,126 คน) ร้อยละ 12 นักท่องเที่ยว

ฮ่องกงมีการใช้จ่ายสูง ทั้งการรับประทานอาหาร ช็อปปิ้ง และสปา อย่างไรก็ดี กระทรวงความมั่นคงของฮ่องกง ซึ่งรับผิดชอบในการออกประกาศเตือนนักท่องเที่ยว (Outbound Travel Alert: OTA) ยังจัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มสีเหลือง ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด โดยได้มีการเตือนให้นักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในส่วนของไทย ในปี 2555 ฮ่องกงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยนิยมเดินทางไปเที่ยวมากเป็นอันดับ 5 (รองจากมาเลเซีย ลาว สิงคโปร์ และจีน) โดยมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปฮ่องกงจำนวน 501,759 คนเพิ่มขึ้นจากปี 2554 (480,497 คน) ร้อยละ 4


แรงงาน

ในปี 2552 มีแรงงานไทยในฮ่องกง 3,858 คน โดยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพผู้ช่วยแม่บ้าน พนักงานร้านอาหาร และผู้ประกอบอาหาร

ฮ่องกงถือเป็นเป็นตลาดแรงงานที่สำคัญของไทย ปัจจุบันมีแรงงานไทยในฮ่องกงประมาณ 4,000 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพผู้ช่วยแม่บ้าน (3,018 คน) ผู้ประกอบอาหาร และบริกร ค่าจ้างผู้ช่วยแม่บ้านในฮ่องกง (วันที่ 20 กันยายน 2555) มีอัตราเดือนละ 3,920 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 15,680 บาท) นายจ้างฮ่องกงยังมีความต้องการจ้างแรงงานไทย เนื่องจากชื่นชอบนิสัยใจคอของคนไทยและอาหารไทย อย่างไรก็ดี แรงงานไทยมีข้อจำกัดเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาจีน

ด้านต่างประเทศ



การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 4 กรกฎาคม 2540

รัฐบาล
นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)

เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาครัฐและเอกชนฮ่องกงต่อไทย
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2552


การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

รัฐบาล
ผู้บริหารสูงสุดฮ่องกง (นายต่ง เจี้ยนหัว)

เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ครั้งที่ 15 ที่กรุงเทพฯ
ระหว่างวันที่ 20 - 21 ตุลาคม 2546



ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2557