ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับจีน

จีน

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

ไทยและจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมีความใกล้ชิดบนพื้นฐานการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Cooperative Partnership) โดยมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ และมีการขยายความร่วมมือเชิงลึกในทุกมิติ ปัจจุบัน ไทยกับจีนมีกลไกและเวทีความร่วมมือทวิภาคีต่าง ๆ และแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน ดังนี้

(1) การหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีน เพื่อหารือแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับจีนในมิติต่าง ๆ โดยทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.  2560 - 2564) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือใน ๒๐ สาขา
(2) คณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย – จีน เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในรอบด้าน โดยทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกัน
(3) การประชุมคณะกรรมการนโยบายดำเนินงานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่าง กระทรวงกลาโหม กับกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐประชาชนจีน
(4) คณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการไทย - จีน
(5) คณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย - จีน
(6) การประชุมระดับรัฐมนตรีไทย – จีนด้านความร่วมมือในสาขาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในเชิงลึกและเชิงกว้างมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลในระดับมณฑลของจีน โดยเฉพาะมณฑลที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์กับไทย โดยไทยและจีนมีการจัดตั้งคณะทำงานในระดับส่วนกลางของไทยกับมณฑลของจีน 3 คณะ ได้แก่ คณะทำงานไทย - กวางตุ้ง คณะทำงานไทย - ยูนนานและคณะทำงานไทย - กว่างซี 

ด้านการเมือง

ด้านการเมือง

ไทยกับจีนดำเนินความสัมพันธ์บนพื้นฐานของหลักการการเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการมีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการไม่แทรกแซงในกิจการภายใน ทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมอย่างแนบแน่น รวมทั้งไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ พรมแดน หรือน่านน้ำระหว่างกัน ทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ

กลไกขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเมืองได้แก่ (1) การหารือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีน โดยมีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธานฝ่ายไทย และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเป็นประธานฝ่ายจีน และ (2) คณะทำงานในระดับส่วนกลางกับมณฑลของจีนต่าง ๆ

ด้านความมั่นคงและการทหาร

ไทยกับจีนมีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ การบริการซ่อมบำรุง การฝึกอบรมบุคลากร และการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ อาทิ การป้องกันและปราบปรามการก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมถึงการเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การหลอกลวงทางโทรคมนาคม อาชญากรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

กลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ คณะกรรมการนโยบายดำเนินงานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงกลาโหมจีน โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฝ่ายไทย และรองประธานกรมเสนาธิการใหญ่กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเป็นประธานฝ่ายจีน  

ด้านเศรษฐกิจ

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นหัวใจของความสัมพันธ์ไทย - จีน ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ด้านการค้า

จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย โดยเป็นทั้งตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของไทย ขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของจีน (อันดับที่ 3 ในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนามและมาเลเซีย) เมื่อปี 2562 มูลค่าการค้าทวิภาคีมีปริมาณ 79,499.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 0.90 จากปีก่อน) โดยไทยขาดดุลการค้า 21,155.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 29,172.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 3.78) ขณะที่นำเข้า จากจีน 50,327.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.85)

ด้านการลงทุน

จีนมีมูลค่าการลงทุนสะสมในไทยจนถึงปลายปี 2562 ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยวิสาหกิจจีนสนใจลงทุนในภาคธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ภาคอุตสาหกรรมใหม่ โลจิสติกส์ และการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการลงทุนสะสมของไทยในจีนจนถึงเดือนกันยายน 2562 มีมูลค่า 4,344.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เฉพาะระหว่างเดือนมกราคม - กันยายน 2562 การลงทุนของไทยในจีนมีมูลค่า 74.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งนี้ ไทยประสงค์ให้วิสาหกิจจีนเข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) และร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทยภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0

กลไกความร่วมมือที่สำคัญ คือ คณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย - จีน (JC เศรษฐกิจ) ระดับรองนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศ

ด้านการท่องเที่ยว

ปี 2562 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทย 10.99 ล้านคน จีนเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของไทย (ครองสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมด) ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปจีน 870,526 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.55 จากปีก่อน

ด้านอื่นๆ

ด้านการศึกษา

จีนได้จัดตั้งสถาบันขงจื่อในไทยจำนวน 16 แห่ง ห้องเรียนขงจื่อ 11 แห่ง อีกทั้งยังมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปศึกษาที่จีนทุกปี และดำเนินโครงการส่งครูอาสาสมัครสอนภาษาจีนมายังไทย ขณะเดียวกัน ไทยยังได้ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาไทยในจีนและจัดตั้งศูนย์ไทยศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของจีนเพื่อเป็นช่องทางเผยแพร่วัฒนธรรมและภาษาไทย โดยสถาบันภาษาไทยสิรินธร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดการทดสอบมาตรฐานความรู้ภาษาไทยเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาไทยในจีน ขณะที่มีนักศึกษาจีนเดินทางมาศึกษาในไทยเฉลี่ยปีละประมาณ 30,000 คน นอกจากนี้ ความร่วมมือด้านการศึกษายังครอบคลุมด้านอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาบุคลากรที่จะรองรับการพัฒนาและปฏิรูปประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการลงทุนของจีนในไทยในระยะยาว

ด้านวัฒนธรรม

รัฐบาลจีนได้เปิดศูนย์วัฒนธรรมจีนที่กรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2555 ซึ่งศูนย์วัฒนธรรมแห่งแรกของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีน กระชับการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือด้านวัฒนธรรม ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนและรัฐบาลทั้งสองประเทศ ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ของไทยในจีนได้จัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมและส่งเสริมภาพลักษณ์ไทยในเขตอาณาเป็นประจำทุกปี โดยร่วมกับส่วนราชการไทยและภาคเอกชนไทยในจีน

ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยกับจีนมีความก้าวหน้าผ่านโครงการต่าง ๆ อาทิ (1) การจัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีไทย - จีน (2) โครงการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมเพื่อวิจัยและพัฒนาในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีความสนใจร่วมกัน อาทิ เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง ระบบขนส่งทางราง และเทคโนโลยีชีวภาพจุลินทรีย์ (3) การแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ (4) ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เช่น โครงการระบบการบริการและแลกเปลี่ยนข้อมูลดาวเทียมสำรวจการสร้าง “ศูนย์ภูมิสารสนเทศสิรินธร” โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอู่ฮั่น การจัดตั้งศูนย์แห่งความเป็นเลิศนานาชาติภายใต้โครงการ Digital Belt and Road (DBAR) (5) ความร่วมมือกับหน่วยงานด้านดาราศาสตร์ อาทิ ความร่วมมือกับหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติ หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์เซี่ยงไฮ้ และหอสังเกตการณ์ ดาราศาสตร์ยูนนาน

ด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ไทยและจีนต่างช่วยเหลือกันอย่างฉันมิตรในหลายโอกาส อาทิ กรณีอุทกภัยในไทยเมื่อปลายปี 2554 และ 2560 การค้นหาและช่วยเหลือเยาวชนและผู้ฝึกสอนทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมีที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี 2560 การรับมือปัญหามลภาวะทางอากาศรุนแรงของไทย และกรณีแผ่นดินไหวที่มณฑลยูนนานปี 2555 และ 2557 และมณฑลเสฉวนปี 2556 และ 2561 นอกจากนี้ ภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยและจีนยังได้ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อีกด้วย

ด้านความร่วมมือในภูมิภาค

ไทยกับจีนมีความร่วมมือในภูมิภาคอย่างใกล้ชิดทั้งในอาเซียน และกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคภายใต้แผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) กรอบความร่วมมือแม่โขง - ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation: MLC) และยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS)