ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับจีน

จีน

ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับไทย

ภาพรวม

ไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 และ ปี 2553 จะครบรอบ คสพ. 35 ปี ความสัมพันธ์ฯ มีพัฒนาการราบรื่นมาโดยตลอด มีความใกล้ชิดทุกระดับและไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยอาจมีปัจจัยเกื้อกูลจากการที่ประเทศทั้งสองไม่มีปัญหาความขัดแย้งที่ตกทอดมาจากประวัติศาสตร์ และปัญหาเรื่องพรมแดน อีกทั้งยังมีความผูกพันในด้านวัฒนธรรมและเชื้อชาติมาเป็นเวลาช้านาน นอกจากนั้น ทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริม ความสัมพันธ์ และความร่วมมือบนพื้นฐานของความเสมอภาค การเคารพและไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน และอยู่ภายใต้หลักการของผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง สันติภาพ และเสถียรภาพของภูมิภาค

ด้านการเมือง

ทั้งสองฝ่ายได้พัฒนาไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในปี 2544 และต่อมาความสัมพันธ์ได้พัฒนาบนพื้นฐานของแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ไทย-จีน (Joint Action Plan on Thailand-China Strategic Cooperation) ลงนามเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือ 5 ปี (2550 - 2554) ความร่วมมือ 15 สาขา ประกอบด้วย

  1. การเมือง
  2. การทหาร
  3. ความมั่นคง
  4. การค้าและการลงทุน
  5. เกษตรกรรม
  6. อุตสาหกรรม
  7. คมนาคม
  8. พลังงาน
  1. การท่องเที่ยว
  2. วัฒนธรรม
  3. การศึกษาและการอบรม
  4. สาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์
  5. วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม
  6. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
  7. ความร่วมมือในระดับภูมิภาคและพหุภาคี

ในระดับรัฐบาล มีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เยือนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายน 2552 ในขณะที่ นายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีนได้เดินทางมาไทยเพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน+1 อาเซียน+3 ครั้งที่ 12 และการประชุมที่เกี่ยวข้องซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนตุลาคม 2552 นอกจากนี้ ไทยยังดำเนินนโยบายกระชับความสัมพันธ์กับจีนในรายมณฑล และผู้นำมณฑลต่าง ๆ ของจีนก็มีความสนใจและให้ความสำคัญกับประเทศไทย โดยมีการเยือนกันอย่างสม่ำเสมอ อาทิ นายวาง หยาง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำมณฑลกวางตุ้ง (ตำแหน่งเทียบเท่าระดับรองนายกรัฐมนตรี) เป็น 1 ใน 25 ผู้นำระดับสูงของจีน (คณะกรรมการโปลิตบุโร) เยือนไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 ในฐานะแขกของรัฐบาล นายกัว เซิงคุน เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำเขตปกครองตนเองกวางสีฯ เยือนไทยระหว่างวันที่ 13 - 17 มกราคม 2553

ไทยและจีน มีกลไกคณะกรรมการนโยบายดำเนินงานความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกระทรวงกลาโหม-จีน โดยปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธานฝ่ายไทย และประธานกรมเสนาธิการใหญ่ กองทัพปลดแอกประชาชนจีนเป็นประธานฝ่ายจีน รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนด้านฝึกอบรม การเยือน และความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและการศึกษาด้านกลาโหมอย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 พลเอกฟ่าน ฉางหลง รองประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เข้าเยี่ยมคารวะและพบหารือนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล และได้เสนอให้มีการขยายความร่วมมือระหว่างกันมากขึ้น อาทิ ด้านการฝึกผสมร่วม และการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์แกกองทัพไทย

ด้านเศรษฐกิจ



การค้า

เนื่องจากผลผลกระทบจากวิกฤตการเงินและเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยตั้งแต่ปลายปี 2551 ทำให้ส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน ในปี 2552 ขยายตัวลดลงร้อยละ 8.53 โดยมีมูลค่ารวม USD 33,152.83 ล้าน แบ่งเป็นไทยส่งออกไปจีน USD 16,123.88 ล้าน และไทยนำเข้าจากจีน USD 17,028.95 ล้าน ไทยขาดดุลการค้าจีน USD 905.07 ล้าน

จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยรองจากญี่ปุ่น และไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 ของจีน (ปี 2555) การค้าไทย-จีน มีมูลค่า 63,856 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 12.5 โดยไทยขาดดุลการค้า 10,057 ดอลลาร์สหรัฐ

สินค้าที่ไทยส่งออกไปจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ยางพารา เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

สินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีน ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และผ้าผืน เป็นต้น


การลงทุน

ปี 2552 จีนได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนทุนในไทยรวมทั้งหมด 25 โครงการ ในกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า กิจการผลิตเคมีภัณฑ์พื้นฐาน และการเกษตร รวมมูลค่า 43,189 ล้านบาท และมีโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนแล้ว 15 โครงการ รวมมูลค่า 7,009 ล้านบาท ทั้งนี้ นับได้ว่าจีนเป็นผู้ลงทุนอันดับ 4 ในไทย รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ตามลำดับ

ในปี 2555 จีนเป็นนักลงทุนลำดับ 9 ของไทย (ลดลงจากลำดับที่ 2 ในปี 2554) โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 44 โครงการ มูลค่าการลงทุนประมาณ 430 ดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าเงินลงทุนลดลงจากปีก่อนหน้าร้อยละ 55

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย-จีน

ซึ่งประสบผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากที่ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน มีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 และการเปิดใช้เส้นทาง R3A เส้นทาง R8 และเส้นทาง R12

โดยในปี 2555 จีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 และเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย (ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย) ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 ของจีน โดยฝ่ายไทยเสนอเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าใน 5 ปีข้างหน้าร้อยละ 20 ต่อปี การลงทุนร้อยละ 15 ต่อปี นักท่องเที่ยวร้อยละ 20 ต่อปี โดยให้ใช้กลไกคณะกรรมการร่วมด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน (Joint Committee on Trade, Investment andEconomic Cooperation) เป็นเวทีหารือเพื่อขยายผลความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหา/อุปสรรคระหว่างสองฝ่าย ล่าสุดรัฐบาลจีนได้มอบหมายให้ นายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐ (เทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี) เป็นหัวหน้าคณะของฝ่ายจีนและจะจัดการประชุมกับฝ่ายไทยในโอกาสแรก


ในวันที่ 17 ธันวาคม 2556 จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วม ว่าด้วย เศรษฐกิจ การค้าและการลงุทนไทย-จีน (JC เศรษฐกิจไทย-จีน) ครั้งที่ 3 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือตามแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ไทย-จีน ภายใต้ความตกลงการขยายความร่วมมือทวิภาคีเศรษฐกิจและการค้าในเชิงกว้างและเชิงลึกระหว่างไทยกับจีน


การท่องเที่ยว

ในปี 2552 ปริมาณนักท่องเที่ยวระหว่างกันรวม 1,213,688 คน โดยเป็นนักท่องเที่ยวไทยไปจีน จำนวน 436,300 คน โดยมีจำนวนลดลง 7,475 คน เมื่อเทียบกับปี 2551 (443,775 คน) และนักท่องเที่ยวจีนมาไทย 777,388 คน โดยมีจำนวนลดลง 49,272 คน เมื่อเทียบกับปี 2551 (826,660 คน)

นักท่องเที่ยวจากจีนมาไทยเป็นอันดับ 1 โดยในปี 2555 นักท่องเที่ยวจีนมาไทยรวม 2,789,345 คน เพิ่มจากปีก่อนหน้า ร้อยละ 62.05 (ตลอดปี 2554 มีนักท่องเที่ยวจีนมาไทยจำนวน 1,760,564 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2553 ร้อยละ 56.88) สำหรับนักท่องเที่ยวไทยไปจีนในปี 2555 มีจำนวน 303,796 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 จากปี 2554

ด้านต่างประเทศ

การเยือนที่สำคัญ ฝ่ายไทย

พระราชวงศ์
ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมาโดยตลอดทุกระดับ โดยเฉพาะระดับพระราชวงศ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ เยือนจีนทุกปี ทรงได้รับพระสมัญญานามว่า "ทูตสันถวไมตรี" เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547 และในปี 2552 ทรงได้รับรางวัล "Chinese Connection- Top Ten International Friends of China" ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ เสด็จเยือนจีนเพื่อทรงแสดงงานดนตรีสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ที่กรุงปักกิ่ง นครกวางโจว และนครเซี่ยงไฮ้ ระหว่างวันที่ 12-25 ธันวาคม 2552



ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2557