ข่าวเด่น

เมียนมา : หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติของไทย

03 Jul 2018   Views 10065 เมียนมา : หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติของไทย



ประธานาธิบดีอูวินมยินแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ได้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 14 - 16 มิถุนายน 2561 และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ ACMECS (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) หรือยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี - เจ้าพระยา - แม่โขง ครั้งที่ 8 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 15 - 16 
มิถุนายน 2561 

การเย้าเยือนระหว่างเพื่อนบ้านแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ใกล้ชิดและความสำคัญที่ให้แก่กันและกัน แต่การเยือนไทยของประธานาธิบดีเมียนมาครั้งนี้มีความพิเศษ... 

ความพิเศษแรก...ปีนี้เป็นปีที่เมียนมากับไทยฉลองครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน 

ความพิเศษที่สอง...ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ประธานาธิบดีเมียนมาเยือนอย่างเป็นทางการหลังจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี การเยือนครั้งนี้จึงมีความหมายเป็นพิเศษและเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติที่แน่นแฟ้นของไทยและเมียนมา พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีเมียนมาเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลายสาขาที่สำคัญ และนำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่

1. การพัฒนาตามแนวชายแดนและความร่วมมือด้านความเชื่อมโยง ไทยและเมียนมาเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดจึงมีผลประโยชน์เชื่อมโยงกันทุกด้าน ดังนั้น ผู้นำไทยและเมียนมาจึงเห็นพ้องที่จะพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาตินี้ให้ใกล้ชิดในทุกมิติ และหัวใจสำคัญของความร่วมมือก็คือ การพัฒนาตามแนวชายแดนและความร่วมมือด้านความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ หรือที่เรียกว่า seamless connectivity ซึ่งจะก่อให้เกิดความเจริญตามแนวชายแดนของสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและประชาชนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง 

นายกรัฐมนตรีได้แสดงความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับเมียนมาเพื่อพัฒนาพื้นที่และชุมชนตามแนวชายแดนบนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลายคนอาจสงสัยว่า ความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อคืออะไร ? พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ การเติมเต็มโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ยังขาดหาย (missing links) ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและการเชื่อมโยงโครงข่ายด้านพลังงาน 

นายกรัฐมนตรีได้เสนอให้ใช้ประโยชน์จากแผนยุทธศาสตร์ ACMECS ซึ่งประเทศสมาชิกได้รับรองแผนแม่บท (Master Plan) ในการประชุมสุดยอดผู้นำ ACMECS ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2561 โดยสำหรับการเชื่อมโยงกับเมียนมาต้องเร่งรัดการพัฒนาอย่างครบวงจรในเส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East - West Economic Corridor - EWEC) และแนวระเบียงเศรษฐกิจใต้ (Southern Economic Corridor) หากพัฒนาได้สำเร็จ ก็จะก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยวแก่ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และ SMEs ของไทยและเมียนมาอย่างมาก และนี่คือประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม 

นอกจากนี้ ผู้นำทั้งสองท่านยังเห็นพ้องว่า เส้นเขตแดนไทย - เมียนมา ควรเป็น “เส้นเขตแดนแห่งความร่วมมือ” เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการไปมาหาสู่ระหว่างของประชาชนทั้งสองประเทศ 

2. ความร่วมมือส่งเสริมการค้าและการลงทุน นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับประธานาธิบดีเมียนมาว่า ไทยจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยเข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาอย่างมีความรับผิดชอบต่อชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม และประธานาธิบดีเมียนมาก็พร้อมที่จะดูแลนักธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมาให้ได้รับความสะดวกด้วยเช่นกัน 

3. โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เป็นโครงการที่จะสร้างความเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรอินเดียกับมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาเห็นพ้องให้หน่วยงานของทั้งสองฝ่ายหารือและขับเคลื่อนโครงการฯ อย่างไกล้ชิด เพื่อผลประโยชน์ของเมียนมา ไทย และภูมิภาคเอเชียโดยรวม 

4. การคุ้มครองแรงงานเมียนมาในประเทศไทย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า แรงงานเมียนมาเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยไทยจะให้การคุ้มครองดูแลแรงงานเมียนมาตามกฎหมายไทย และจะส่งเสริมให้แรงงานเมียนมาเข้ามาทำงานในไทยผ่านความตกลงว่าด้วยการจ้างงานในกรอบรัฐต่อรัฐอย่างจริงจัง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณทางการเมียนมาที่ร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดจนกระบวนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมาใกล้แล้วเสร็จและเป็นไปตามกำหนด ถือเป็นความสำเร็จร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมาอันเกิดจากความมุ่งมั่นและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ 

5. สถานการณ์ในรัฐยะไข่ นายกรัฐมนตรีได้ให้กำลังใจและสนับสนุนความพยายามของเมียนมาในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะเมียนมาได้เปิดรับความร่วมมือจากสหประชาชาติมากขึ้นและจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ในรัฐยะไข่ด้วย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันความพร้อมของไทยที่จะเข้าไปดำเนินโครงการเพื่อการพัฒนาต่าง ๆ ในรัฐยะไข่ เพื่อให้ชุมชนในพื้นที่ดำรงชีพได้อย่างยั่งยืน 

6. การส่งผู้หนีภัยการสู้รบกลับเมียนมา ไทยและเมียนมาได้ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการส่งผู้หนีภัยการสู้รบกลับมาตุภูมิ ซึ่งได้ดำเนินการอย่างเป็นทางการมาแล้ว 2 ครั้ง ส่งกลับรวม 164 คน และจะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การส่งกลับกลุ่มต่อ ๆ ไปมีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากยิ่งขึ้นบนพื้นฐานของความปลอดภัย ความสมัครใจและมีศักดิ์ศรี 

7. ประเด็นด้านพหุภาคี ประธานาธิบดีพร้อมสนับสนุนร่างแผนแม่บท ACMECS และปฏิญญากรุงเทพฯ ที่ประเทศสมาชิกได้รับรองในการประชุม ACMECS เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2561 ซึ่งถือเป็นรากฐานความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อของอนุภูมิภาคในอนาคต และประธานาธิบดีเมียนมายังได้แสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนไทยในฐานะประธานอาเซียน ในปีหน้า โดยเฉพาะการผลักดันประเด็นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน การส่งเสริมความเชื่อมโยง และการพัฒนาไปสู่ยุค 4.0 อีกด้วย 

สิ่งที่ผู้นำของไทยและเมียนมาได้หารือกันทั้ง 7 ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งครอบคลุมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ สังคม แรงงาน การเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่ง รวมทั้งความร่วมมือในกรอบพหุภาคีข้างต้นนั้น สะท้อนถึงความสัมพันธ์ฉันมิตรที่แนบแน่นระหว่าง “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์โดยธรรมชาติ” ระหว่างไทยกับเมียนมาที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ และบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ที่แนบแน่นนี้ จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างไทยกับเมียนมาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในอนาคต เป็นการก้าวไปข้างหน้าร่วมกันของเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว ภาคเอกชนและประชาชนของทั้งสองประเทศจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง 

นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 70 ปีไทย - เมียนมา ในปี 2561 นี้ หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งของไทยและเมียนมายังมีกิจกรรมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อีกหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยทุกคนติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่เว็บไซต์ www.eastasiawatch.in.th หรือ Facebook กรมเอเชียตะวันออก Department of East Asian Affairs.... 

 ------------------------ 
ทีมประชาสัมพันธ์ 
 กรมเอเชียตะวันออก 
 กรกฎาคม 2561



Tags:   Myanmar