ข่าวประชาสัมพันธ์

ส้มโอไทยในตลาดญี่ปุ่นในงาน Som-O Night

02 Oct 2014   Views 14246 ส้มโอไทยในตลาดญี่ปุ่นในงาน Som-O Night

ญี่ปุ่นเป็นตลาดผลไม้ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของไทย

ปัจจุบัน ผลไม้ไทยหลายชนิดเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่นขึ้น เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง กล้วย มังคุด และทุเรียน ซึ่งจะเห็นวางขายอยู่ตามร้านขายผลไม้และซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งของญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นตลาดผลไม้ใหญ่อีกแห่งหนึ่งของไทย ปัจจุบัน ผลไม้ไทยหลายชนิดเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นในตลาดญี่ปุ่นขึ้น เรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง กล้วย มังคุด และทุเรียน ซึ่งจะเห็นวางขายอยู่ตามร้านขายผลไม้และซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งของญี่ปุ่น

ในบรรดาผลไม้ต่างๆ ส้มโอพันธุ์ทองดีเป็นผลไม้ชนิดล่าสุดที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้อนุญาตให้นำเข้าส้ม จากไทยไปยังตลาดญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2555 ทำให้ส้มโอซึ่งเป็นผลไม้ที่ไทยเป็นผู้ผลิตในลำดับต้นๆ ของโลก มีโอกาสในญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดให้ส้มโอพันธ์ทองดีจากไทยที่จะนำเข้ามาที่ญี่ปุ่นจะ ต้องผ่านการอบไอน้ำและฆ่าเชื้อด้วยความร้อนก่อนเพื่อให้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น มีความมั่นใจในด้านความปลอดภัยทางอาหารและคุณภาพ

ส้มโอมีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Pomelo ซึ่งมาจากคำว่า Pampelmoose (ภาษาดัตซ์) ซึ่งแปลว่า “ส้มที่มีขนาดเท่าฟักทอง” เป็น พืชในสกุลเดียวกันกับส้มเขียวหวาน เลมอน มะกรูด และมะนาว มีถิ่นกำเนิดในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักเดินเรือชาวยุโรปนำส้มโอไปปลูกในหมู่เกาะบาเบดอสซึ่งส้มโอถือเป็นต้น กำเนิดของส้มเกรปฟรุท (grapefruit) ในส่วนของญี่ปุ่น คาดว่ามีการนำเข้ามาญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 17 โดยพ่อค้าชาวกวางตุ้ง ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของผลไม้ที่เรียกว่า บุนตัน (Buntan) และ ซาบง (Zabon) ที่นิยมปลูกในภาคใต้ของญี่ปุ่น

หลังจากที่ส้มโอได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปยังตลาดญี่ปุ่นได้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศและสำนักงานส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ได้พยายามส่งเสริมให้ส้มโอพันธุ์ทองดีเป็นที่รู้จักในบรรดาผู้นำเข้าและ ประชาชนญี่ปุ่นมากขึ้นโดยการแจกจ่ายเอกสารประชาสัมพันธ์ส้มโอให้กับผู้นำ เข้าและผู้จำหน่ายผลไม้ของญี่ปุ่น การนำส้มโอไปร่วมให้ชิมในงานแสดงสินค้าอาหารและงานเทศกาลต่างๆ ซึ่งก็ทำให้คนญี่ปุ่นรู้จักส้มโอได้มากขึ้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2557 ที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้จัดงาน Som-O Night ณ สถานเอกอัครราชทูตฯ เพื่อประชาสัมพันธ์ส้มโอพันธุ์ทองดีให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น โดยได้เชิญผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้าผลไม้ ตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ผู้ประกอบการด้านอาหาร โรงเรียนสอนทำอาหาร และสื่อมวลชนด้านอาหารของญี่ปุ่นเข้าร่วมกว่า 130 คน โดยมีการฉายวีดิทัศน์แนะนำส้มโอ การสาธิตการปอกเปลือกส้มโอโดยพ่อครัวของเอกอัครราชทูตฯ และกิจกรรมเด่นที่เป็นไฮไลท์ของงานคือ การสาธิตทำอาหารแบบญี่ปุ่นที่ใช้ส้มโอเป็นวัตถุดิบหลัก โดยคุณ Megumi Nagasawa นักสอนทำอาหารไทยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในกรุงโตเกียว เพื่อแสดงให้ชาวญี่ปุ่นได้เห็นว่าส้มโอสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทำอาหารญี่ปุ่น ได้หลายอย่าง เช่น ยำส้มโอ สลัดส้มโอ ซูชิส้มโอ และเยลลี่ส้มโอ และปิดท้ายด้วยการให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองชิมส้มโอและอาหารที่ใช้ส้มโอ เป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อให้ชาวญี่ปุ่นที่ร่วมงานได้รับรู้ถึงรสชาติของส้มโอด้วย

ในการจัดงานครั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ทำแบบสอบถามความคิดเห็นผู้เข้าร่วมงาน และทำให้ทราบข้อมูลที่ช่วยในการส่งเสริมตลาดส้มโอในญี่ปุ่นต่อไปหลายเรื่อง เช่น ส้มโอไม่ถึงกับเป็นของแปลกใหม่ของญี่ปุ่น เพราะผู้ที่มาร่วมงานส่วนใหญ่ร้อยละ 74 รู้จักส้มโออยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มที่รู้จักประเทศไทยมาก่อน และส้มโอมีรสชาติถูกปากถูกใจคนญี่ปุ่นอย่างมาก เพราะเห็นว่าแม้ส้มโอจะมีลักษณะภายนอกคล้ายส้มซาบงเป็นอย่างมาก แต่รสชาติมีความหวาน หอมและฉ่ำน้ำมากกว่า และมีรสชาติที่ดีกว่า คือหวานอมเปรี้ยวและจัดจ้านกว่า แต่อุปสรรคสำคัญที่เป็นโจทย์สำหรับผู้ส่งออกไทยคือการที่จะซื้อส้มโอทางหรือไม่ ราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ โดยส้มโอควรมีราคาประมาณ 500 เยนต่อลูก ซึ่งค่อนข้างต่ำกว่าราคาจำหน่ายในญี่ปุ่นในปัจจุบันซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ ลูกละ 1,000 เยน หากนำเข้ามาในปริมาณน้อย และในเรื่องรูปแบบการจัดจำหน่ายส้มโอ ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ตอบว่า ควรจะแปอกและขายเป็นชิ้น รองลงมาคือการขายเป็นลูก และนอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้ว่าชาวญี่ปุ่นเห็นว่านอกจากอาหารแล้วส้มโอ เหมาะที่จะนำไปทำสลัดและของหวาน เช่น ไอศกรีมเชอร์เบท และผลไม้วางตกแต่งบนหน้าขนม และทำเป็นเยลลี่ และช่องทางที่น่าจะเผยแพร่เจาะตลาดญี่ปุ่นได้ควรเป็นการจัดจำหน่ายส้มโอในซุปเปอร์มาร์เก็ต และการออกร้านขายงานเทศกาลต่างๆ และตลาดนัดเกษตรกร (Famer’s Market) และการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงร้านอาหารไทย และควรประชาสัมพันธ์การขายส้มโอโดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพและความงาม โดยเน้นข้อมูลเกี่ยวกับสรรพคุณของส้มโอ และวางขายตามซุปเปอร์มาเก็ตระดับ hi-end ที่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้านำเข้าและสามารถตั้งราคาสินค้าได้ราคาสูง

อย่างไรก็ดี ในเรื่องราคา หลายฝ่ายเชื่อว่าหากในอนาคตมีการนำเข้าส้มโอจากไทยไปในปริมาณ ที่มากขึ้น ราคาขายก็จะน่าถูกลงได้กว่านี้ เนื่องจากต้นทุนในการอบไอน้ำและฆ่าเชื้อเพื่อส่งออกจะลดลงตามไปด้วย แต่คำถามที่สำคัญคือ เราจะมีส้มโอไปวางขายในตลาดญี่ปุ่นได้สม่ำเสมอหรือไม่ เพราะส้มโอก็ยังเป็นผลไม้ตามฤดูกาล และจะพอเพียงเหลือส่งออกมากพอหรือไม่

สรุปความเห็นของผู้เข้าร่วมงาน Som-O Night จากแบบสอบถาม

แบบสอบถามงาน Som-O Night จัดทำขึ้นเพื่อประเมินรสนิยมและความสนใจของคนญี่ปุ่นที่มีต่อส้มโอหลังการ จัดงาน Som-O Night เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2557 ซึ่งมีการแนะนำส้มโอไทยผ่านทางวีดีทัศน์ การสาธิตการปอกและทำอาหารที่ใช้ส้มโอเป็นวัตถุดิบหลัก และการให้ชิมจริงผ่านการจัดงานเลี้ยงรับรอง แขกที่เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นบริษัทนำเข้าของญี่ปุ่น บริษัทห้างสรรพสินค้าที่มีประวัติการนำเข้าผลไม้ของไทย โรงเรียนสอนทำอาหาร และสื่อมวลชนญี่ปุ่น เช่น สถานีโทรทัศน์ นิตยสารและเว็บไซต์ด้านอาหาร

แบบสอบถามแบ่งเป็นสามส่วนหลักๆ ได้แก่

  1. ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามและความรู้เกี่ยวกับส้มโอและประเทศไทย
  2. ความเห็นเกี่ยวกับรสชาติของส้มโอและราคาที่เหมาะสม
  3. ข้อเสนอแนะต่างๆ ในการจัดจำหน่ายต่างๆ

ในการจัดจำหน่าย โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 58 คน ในส่วนที่หนึ่งซึ่งเป็นคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวนั้น มีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชาย 40 คน และเพศหญิง 18 คน โดยมีผลที่สำคัญ ดังนี้


1. ข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามและความรู้เกี่ยวกับส้มโอและประเทศไทย

1.1 ช่วงอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม

  • 25-29 ปี 3 คน
  • 30-34 ปี 5 คน
  • 35-39 ปี 7 คน
  • 40-44 ปี 12 คน
  • 45-49 ปี 5 คน
  • 50-54 ปี 12 คน
  • 55-59 ปี 10 คน
  • 60 ปีขึ้นไป 4 คน

1.2 อาชีพ

  • บริษัทค้าขาย 15 คน
  • ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้อกับหน่วยงานราชการ 3 คน
  • ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวงการอาหาร 18 คน
  • ผู้ที่ทำงานด้านสื่อ 10 คน
  • ผู้ที่ทำงานด้านอื่นๆ 12 คน

1.3 ความคุ้นเคยเกี่ยวกับประเทศไทย

  • มีผู้ที่เคยไปประเทศไทย 1-4 ครั้ง ร้อยละ 50
  • ผู้ที่เคยไป 5-9 ครั้ง ร้อยละ 8.6
  • ผู้ที่เคยไปมากกว่า 10 ครั้ง ร้อยละ 31
  • มีผู้ที่ไม่เคยไป ร้อยละ 10.4

เมื่อถามคำถามเกี่ยวกับความตระหนักในประเทศไทย

  • มีผู้ระบุว่าตนรู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดีร้อยละ 34.5 เท่ากับจำนวนผู้ที่ตอบว่าตนเองไม่ได้รู้จัดประเทศไทยเป็นอย่างดีร้อยละ 34.5 เท่ากับจำนวนผู้ที่ตอบว่าตนเองไม่ได้รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี ส่วนผู้ที่ตอบว่าไม่สามารถระบุได้มีร้อยละ 31 ซึ่งสรุปได้ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความรู้สึกคุ้นเคยกับประเทศไทยและรู้จักประเทศไทย ค่อนข้างดีในระดับหนึ่ง

1.4 ความรู้เกี่ยวกับส้มโอไทย

  • มีผู้ระบุว่ารู้จักส้มโออยู่แล้วแต่เดิมเป็นร้อยละ 74
  • มีเพียงร้อยละ 26 ที่ระบุไม่รู้จัก

    อย่างไรก็ตาม จำนวนของผู้ที่เคยรับประทานส้มโอมีสัดส่วนร้อยละ 58.36 ซึ่งใกล้เคียงกับผู้ที่ไม่เคยรับประทานที่มีสัดส่วนร้อยละ 41.4 เช่นเดียวกับคำว่า Pomelo ซึ่งเป็นชื่อของส้มโอในภาษาอังกฤษ ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 55.2 ระบุว่ารู้จักคำนี้ ในขณะที่ร้อยละ 44.8 ระบุว่าไม่รู้จัก เมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ของญี่ปุ่นชื่อ Zabon ซึ่งเป็นผลไม้ของญี่ปุ่นที่มีความคล้ายคลึงกับส้มโอที่มีผู้ตอบว่ารู้จัก ร้อยละ 86 โดยเห็นว่ามีรูปร่างกายนอกที่คล้ายคลึงกันมาก
2. ความเห็นเกี่ยวกับรสชาติของส้มโอและราคาที่เหมาะสม

ผู้เข้าร่วมงาน Som-O Night ที่ได้รับประทานส้มโอจริงเห็นว่าส้มโอมีรสชาติอร่อยหวาน มีกลิ่นหอมและมีความฉ่ำน้ำของส้มโอที่ทำให้รู้สึกสดชื่น โดยเมื่อได้รับประทานแล้วนึกถึงผลไม้ Grapefruit โดยมีผู้ที่เห็นว่าส้มโอมีรสชาติที่แตกต่างกัน โดยส้มโอของไทยมีรสชาติดีกว่า และมีเพียงส่วนน้อยระบุว่า ส้มโอรสชาติจืดไป ควรเพิ่มความหวานให้มากขึ้น

เมื่อถามเกี่ยวกับความสนใจจะซื้อส้มโอไปรับประทาน กว่าร้อยละ 88.5 ระบุว่าอ่างลองซื้อ และจะแนะนำส้มโอต่อไปให้คนรู้จักทราบ และมีเพียงร้อยละ 11.5 ที่ระบุว่าไม่อยากโดยมีผู้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าราคาเป็นปัจจัยสำคัญในการ ตัดสินใจซื้อ และในส่วนของราคาที่เหมาะสม มีผู้ระบุไว้ต่ำสุดคือ 150 เยน ต่อลูก ราคาสูงสุดคือ 2,000 เยน ต่อลูก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 500 เยน ต่อลูก โดยราคาที่ผู้บริโภคต้องการซื้อนั้นค่อนข้างต่ำกับราคาจำหน่ายในญี่ปุ่นใน ปัจจุบันซึ่งอยู่ประมารลูกละ 1,000 เยน คาดว่าสาเหตุเป็นเพราะส้มโอมีความคล้ายคลึงกับผลไม้ เช่น grapefruit ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีราคาไม่แพงนัก และคงเป็นเพราะส้มโอยังไม่วางขายอยู่ในตลาดญี่ปุ่นมากนัก จึงยังไม่ทราบราคาที่แท้จริง ทำให้ยังคงมีความรู้สึกที่ไม่อยากใช้เงินจำนวนมากกับผลไม้ที่ยังไม่มีความ คุ้นเคยกับรสชาติและคุณภาพ ดังนั้น ผู้มีแนวโน้มว่าจะซื้อส้มโอน่าจะเป็นที่มีความชื่นชอบในไทยและผู้ที่นิยม อาหารไทย

3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับช่องทางการจำหน่ายส้มโอในญี่ปุ่น

หลังจากที่ผู้เข้าร่วมงานได้ดูการสาธิตวิธีการปอกส้มโอในงาน กว่าร้อยละ 87.5 ตอบว่าน่าจะสามารถปอกเปลือกส้มโอได้ด้วยตนเองได้สำหรับรูปแบบการจัดจำหน่าย ส้มโอ ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่ตอบว่าควรจะผ่าและขายเป็นชิ้น รองลงมาคือการขายเป็นลูก มีเพียงส่วนน้อยที่ระบุว่าควรขายเป็นส้มโอผ่าเป็นชิ้นแช่เย็น

สำหรับการนำส้มโอไปประยุกต์ใช้ทำอาหาร ผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เห็นว่าส้มโอเหมาะที่จะนำไปทำสลัดและขนม เช่น ไอศกรีมเชอร์เบท ผลไม้วางบนหน้าขนม และทำเป็นเยลลี่ เป็นต้น มีเพียงส่วนน้อยที่ระบุว่าไม่เหมาะสมจะนำไปทำอาหารทางด้านช่องทางการจัด จำหน่ายส้มโอที่เหมาะสม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ระบุว่า ควรจะจัดจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และการออกร้านขายงานเทศกาลต่างๆ และตลาดนัดเกษตรกร (Famer’s Market) และการจำหน่ายทางอินเตอร์เน็ต รวมถึงร้านอาหารไทยนอกจากนี้ ยังมีผู้แนะนำว่า อาจจะประชาสัมพันธ์การขายส้มโอโดยเจาะกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพและความงามโดย เน้นข้อมูลเกี่ยวกับสรรพคุณของส้มโอ



ที่มาข่าว : www.thaibiz.net
ที่มาภาพ : http://it.doa.go.th