ข่าวประชาสัมพันธ์

From Farm to Table เกษตกรไทยจะเรียนรู้อะไรจากญี่ปุ่น

13 Oct 2014   Views 16755 From Farm to Table เกษตกรไทยจะเรียนรู้อะไรจากญี่ปุ่น

โครงการ Farm to Table เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
ภายใต้เครือข่ายโครงการพัฒนาระบบนิเวศและอนุรักษ์พันธุ์พืชในพื้นที่ จ. สุพรรณบุรี และ จ. อุทัยธานี

โดยได้จัดให้กลุ่มเกษตรกรไทยได้พบปะกับกลุ่มเกษตรกรญี่ปุ่นและดูงานด้านการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่น ได้แก่ จังหวัดอิบารากิ จังหวัดชิบะ จังหวัดนากาโนะ และจังหวัดยะมะนะชิ

From Farm to Table เป็นโครงการที่ดำเนินการโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรไทยให้ได้มีต้นแบบและได้เรียนรู้แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (best practice)ในสาขาเกษตรของญี่ปุ่น โดยศึกษาวิธีการและรูปแบบการสร้างกิจการประเภทที่ 6** ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญด้านการเกษตรโดยเฉพาะในด้านการพัฒนาการแข่งขันเพื่อรองรับการเปิดเสรีภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement : TPP) รวมทั้งการจัดทำกรอบความตกลงการค้าเสรีในระดับภูมิภาคอื่น ๆ

โครงการ From Farm to Tableได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-30 สิงหาคม 2557 โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญกลุ่มเกษตรกร 8 ราย ภายใต้เครือข่ายโครงการพัฒนาระบบนิเวศเกษตรและอนุรักษ์พันธ์พืชในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และ จ.อุทัยธานี ซึ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่รายย่อยที่ได้เริ่มพัฒนาขีดความสามารถและมีการปรับปรุงรูปแบบการทำการเกษตร ด้วยการพัฒนาไปสู่การแปรรูปและช่องทางจำหน่าย รวมทั้งมีการสร้างผลิตภัณฑ์ของตนเองมาเป็นระยะหนึ่งแล้วเป็นกลุ่มเป้าหมายในปีนี้ รวมทั้งผู้แทนสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมโครงการฯ โดยได้จัดให้กลุ่มเกษตรกรไทยพบปะกับกลุ่มเกษตรกรญี่ปุ่นและดูงานด้านการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของญี่ปุ่นถึงสี่จังหวัด ได้แก่

จังหวัดอิบารากิ

กลุ่มเกษตรกรไทยได้เข้าชม Yokota Farm Rice Center ชมโรงงานแปรรูปอาหาร (ขนมทำด้วยแป้งข้าวเจ้า) ที่มีระบบการจำหน่ายผลผลิต 3 วิธี คือ

  1. จำหน่ายตรงให้ลูกค้าทางอินเตอร์เน็ตที่เน้นคุณภาพส่งตรงผู้บริโภค
  2. ขายส่งให้บริษัทหรือร้านอาหารขนาดใหญ่
  3. ขายส่งให้บริษัทที่ผลิตสินค้าอาหารที่มีข้าวเป็นวัตถุดิบ และดูงานที่สวนต้นสาลี่และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผลสาลี่กลุ่มแม่บ้านเมืองชิโมะสึมะ (เป็นกลุ่มที่มีการบริหารจัดการและดูแลพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ประโยชน์สูงสุด และการแปรรูปสาลี่เป็นแยมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าในชุมชน)

จังหวัดชิบะ

ที่จังหวัดชิบะ นี้ กลุ่มเกษตรกรไทยได้ดูงานธุรกิจเกษตรวะโกเอ็น (Wagoen) ซึ่งพัฒนาจากการทำเกษตรแบบครอบครัวสู่องค์กรที่มีการจัดการและบริหารธุรกิจการเกษตร รวมทั้งทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานพืชผลตามที่กำหนดและประสานต่อรองราคาจากเกษตรกรไปยังลูกค้าโดยตรงโดยการรวมกลุ่มเกษตรกรในรัศมี 30 กิโลเมตรเพื่อการเพาะปลูก แปรรูปและจำหน่ายร่วมกัน มีการหาตลาดและตกลงราคากับผู้ซื้อล่วงหน้าในลักษณะ contract farming นอกจากนี้ยังมีการจัดจำหน่ายทั้งโดยตรงและผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งทางจังหวัดได้ยกย่องให้เป็นแบบอย่างธุรกิจด้านการเกษตร

นอกจากนี้ ยังได้เข้าเยี่ยมชมกิจการปลูกผักของนายอิจิมะ (Ijima) ซึ่งเป็นเกษตรกรดีเด่นของจังหวัด โดยเป็นเกษตรกรมืออาชีพสมัยใหม่ที่มีการขยายการลงทุนสร้างโกดังเย็น และบริหารจัดการพื้นที่ให้ง่ายต่อการจัดการผลผลิตและการจัดเก็บก่อนการส่งสินค้า โดยมีจุดเด่นในการวางแผนสำรวจ จัดหาลูกค้า และความต้องการของลูกค้าก่อนการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงของความเสียหายของสินค้าเกษตร

จังหวัดนากาโนะ

กลุ่มเกษตรกรไทยได้เข้าดูงานที่ไร่นะไง (Nagai Farm) เป็นการทำไร่แบบผสมผสานเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด โดยการใช้วัตถุดิบในไร่เพื่อจำหน่ายรวมทั้งการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า มีจุดขายที่เน้นคุณภาพและเอกลักษณ์ของสินค้า และมีการแบ่งงานให้แก่คนครอบครัวและชุมชนเพื่อสร้างความชำนาญโดยเฉพาะการแปรรูปผลผลิตต่าง ๆ ด้วยการจัดจำหน่ายโดยตรงหรือผ่านระบบอินเตอร์เน็ตตามความต้องการของลูกค้า/สมาชิกจึงลดความเสี่ยงในการผลิตและความเสียหายของสินค้า

จังหวัดยะมะนะชิ

กลุ่มเกษตรกรไทยเข้าชมไร่ยะมะชิตะ เป็นตัวอย่างการทำเกษตรแบบรักษาสิ่งแวดล้อม มีจุดเด่นด้านจำหน่ายผลไม้สด เช่น ลูกพีช และองุ่น โดยการแปรรูปลูกพีชมาเป็นไอศกรีมและน้ำลูกพีชโดยใช้จุดเด่นจากความสดและรสชาติที่หลากหลายตามสายพันธ์กว่า 30 ชนิด และได้เริ่มมีการจัดจำหน่ายในต่างประเทศ

กลุ่มเกษตรกรไทยที่เข้าร่วมโครงการฯ เห็นว่าเกษตรกรญี่ปุ่นมีพื้นฐานมาจากครอบครัวเกษตรกรที่ยึดหลักการพึ่งตนเองด้วยการใช้วัตถุดิบและทรัพยากรบุคคลในครอบครัวและชุมชนเป็นหลัก รวมทั้งมีความพยายามในการพัฒนาผลผลิตอย่างไม่หยุดนิ่ง และจะขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเท่าที่จำเป็น ทั้งนี้เกษตรกรญี่ปุ่นเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนโดยให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของการเกษตร และเรียนรู้วิถีธรรมชาติ โดยช่วยเหลือและพึ่งพากันระหว่างเกษตรกรในชุมชน

ในด้านการตลาดนั้น เห็นว่าเกษตรกรญี่ปุ่นจะมุ่งความเป็นหนึ่งในพื้นที่ของตนเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตเพื่อจำหน่ายนอกพื้นที่ของตน รวมทั้งไม่แข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ การผลิตจะเน้นคุณภาพ ความปลอดภัยและจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการสั่งซื้อล่วงหน้าหรือมีตลาดรองรับอยู่แล้ว พร้อมทั้งพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่อยู่เสมอโดยไม่เพิ่มปริมาณการผลิตเฉพาะสินค้าแม้ว่าจะเป็นที่นิยม โดยเน้นการขายตรงผ่านระบบอินเตอร์เน็ตและการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้เกษตรกรไทยที่ร่วมโครงการฯ เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเกษตรกรไทยและญี่ปุ่นในด้านต่างๆ เช่น โอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของเกษตรกรไทย การขาดความร่วมมือภายในชุมชนและการแข่งขันกันเองภายในชุมชน ทำให้ขาดอำนาจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อรองราคา การขาดองค์ความรู้ด้านการตลาดและการวางแผนการเพาะปลูก โดยเกษตรกรไทยที่ร่วมโครงการฯ เห็นว่า ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาเกษตรของไทย ได้แก่ การหาความพอดีในสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ การตลาดที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรและสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เห็นว่าเกษตรกรไทยมีศักยภาพที่ดีในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และเห็นพ้องที่จะจัดการสัมมนาระดมสมองเพื่อขยายผลการดูงานFrom Farm to Table ครั้งนี้ในกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรต่อไป


**กิจการประเภทที่ 6 เป็นการนำภาคเกษตร (กิจการประเภทที่ 1) ภาคอุตสาหกรรม (กิจการประเภทที่ 2) และภาคบริการ (กิจการประเภทที่ 3) มาเชื่อมกันเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และสร้างผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างงานในชุมชน และสร้างชุมชนให้เข้มแข็งทั้งการผลิตโดยตรง การนำสิ่งที่เหลือจากผลิตภัณฑ์ไปประยุกต์ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การพัฒนาวิธีขายและบริหาร โดยมีกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น (MAFF) และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (METI) เป็นหน่วยงานหลัก โดยให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการวางแผนผลิตภัณฑ์ และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น การสร้างงานและการกระจายรายได้สู่ชุมชน การหาตลาดในต่างประเทศ นอกจากนี้ MAFFยังได้ตั้ง Support Centerจำนวน 23 แห่งทั่วญี่ปุ่นด้วย



สรุปและประมวลจากข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว
ที่มาภาพ : www.flickrhivemind.net