การเมืองและเศรษฐกิจ

ทัศนะจากการสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ “Regional Outlook Forum 2018: Trends, Uncertainties, Opportunities” จัดโดยสถาบัน ISEAS Yusof Ishak สิงคโปร์

11 Apr 2018   Views 2676 ทัศนะจากการสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ  “Regional Outlook Forum 2018: Trends, Uncertainties, Opportunities”  จัดโดยสถาบัน ISEAS Yusof Ishak สิงคโปร์

               การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง บทความนี้มุ่งนำเสนอมุมมองและข้อคิดเห็นที่ได้รับจากการสัมมนาเชิงวิชาการในหัวข้อ Regional Outlook Forum 2018: Trends, Uncertainties, Opportunities ซึ่งสถาบัน ISEAS Yusof Ishak มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2561 เนื้อหาครอบคลุม 4 เรื่อง ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (โดยเฉพาะสหรัฐฯ – จีน) ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการเมืองและความมั่นคงภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แนวโน้มเศรษฐกิจและผลกระทบต่อภูมิภาค แนวคิดสุดโต่งและการเผชิญหน้ากับกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) รวมทั้งเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเมืองภายในของแต่ละประเทศในภูมิภาค อาทิ อินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย เมียนมา และมาเลเซีย ในประเด็นที่น่าจับตามอง 

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจ (สหรัฐฯ - จีน) และผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
               การเสวนาฯ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของการแข่งขันและความร่วมมือ กล่าวคือ ในมิติของการแข่งขัน มักเป็นเรื่องเกี่ยวโยงกับความมั่นคง อาทิ การขยายอิทธิพลของจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักวิชาการมองว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีหลายประการ เช่น มุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมในภูมิภาค โดยจีนต้องการให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เป็นแกนกลางของขั้วอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (global multi - polarity with a regional US-China bipolarity) ในขณะที่สหรัฐฯ ต้องการให้มีหลายขั้วอำนาจในภูมิภาคฯ อย่างไรก็ตาม สถานะและบทบาทนำของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกบั่นทอนและมีผลต่อดุลอำนาจในภูมิภาคฯ ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากนโยบาย American First ของประธานาธิบดีทรัมป์ และการถอนตัวจากการเจรจาความตกลงทางการค้า Trans - Pacific Partnership (TPP) กอปรกับการผงาดของจีนขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและมีอิทธิพลต่อการเมืองในภูมิภาค รวมไปถึงการที่มีผู้เล่นใหม่เพิ่มมากขึ้น การแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจึงอาจมีลักษณะเป็น zero sum หรือแบบแพ้ – ชนะมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับประเทศและองค์กรความร่วมมือต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน ในการดำเนินนโยบายร่วมกันเพื่อรักษาสมดุลของขั้วอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน 
               อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายปัจจัยที่ประคับประคองและขับเคลื่อนความสัมพันธ์ด้านบวกระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในขณะนี้ ได้แก่ การพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ การที่สาธารณชนและบุคคลสำคัญทางการเมืองของสหรัฐฯ แสดงท่าทีไม่สนับสนุนนโยบายการสกัดกั้นจีน (containment) การที่นายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีของจีนดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ รวมถึงการที่สหรัฐฯ และจีนต่างเป็นสมาชิกในองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น APEC 

แนวโน้มและความท้าทายทางเศรษฐกิจในภูมิภาค 
               นักวิชาการวิเคราะห์ว่า ประเด็นเศรษฐกิจที่น่าจับตามองในปี 2561 ประการแรก คือ ความยั่งยืนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก โดยแม้จะมีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ แต่ภาคการค้า ภาคบริการ และการท่องเที่ยวยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล ประการที่สอง คือ การเพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี (non-tariff barrier) และการทุ่มตลาดเพื่อปกป้องการค้าจากคู่แข่งภายนอก โดยเฉพาะประเทศตะวันตก สำหรับกรณีที่สหรัฐฯ ถอนตัวจากการเจรจา TPP นั้น ประเทศสมาชิกที่เหลือได้เห็นชอบที่จะสานต่อการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงในการจัดทำความตกลงฯ โดยยังคงเนื้อหาเดิมไว้เพื่อเปิดช่องทางให้สหรัฐฯ กลับเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเอื้ออำนวย 
               อนึ่ง นักวิชาการเห็นว่า ประเด็นท้าทายของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ความล่าช้าในการปฏิรูปภาคการเงินและภาคธุรกิจ ความล่าช้าในการปฏิรูปโครงสร้างและนโยบายทางเศรษฐกิจ มาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น สถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี สถานการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมา การก่อการร้ายในมินดาเนาของฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเผชิญหน้ากับกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) 
               สถานการณ์ความไม่สงบในเมืองมาราวีบนเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า การก่อการร้ายโดยกลุ่ม ISIS ได้แพร่ขยายเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว และมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของภูมิภาค นักวิชาการมองว่า เป็นการสะท้อนถึงข้อบกพร่องของการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยข่าวกรองเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และอาจเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้าย รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้กลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาคสามารถรวมตัวกันเพื่อสร้างเอกภาพในการปฏิบัติการก่อการร้าย 

สถานการณ์การเมืองภายในของประเทศในภูมิภาคที่น่าจับตามอง 
               นักวิชาการได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับอนาคตของอินโดนิเซียและฟิลิปปินส์ โดยมองว่า การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของอินโดนิเซียในปีนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ผลการเลือกตั้งทั่วไปและการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะมีขึ้นในเดือนเมษายน 2562 ซึ่งคาดว่านายโจโค วิโดโด จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่สอง และประเด็นที่คาดว่าพรรคการเมืองอินโดนีเซียจะนำมารณรงค์หาเสียง ได้แก่ การต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ การต่อต้านชาวต่างชาติ และการปกป้องศาสนาอิสลาม ในส่วนของฟิลิปปินส์ มีการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์ในขณะนี้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามที่ประธานาธิบดีดูเตอร์เตฯ เคยให้สัญญาไว้ระหว่างการหาเสียง ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงภายในประเทศ การรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร้อยละ 6 ตลอดจนการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมเพื่อสนับสนุนแนวคิดในการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองของฟิลิปปินส์ 
               นอกจากนี้ นักวิชาการยังได้วิเคราะห์ถึงพัฒนาการทางการเมืองของเมียนมาว่า พรรค National League for Democracy (NLD) อาจต้องประสบความท้าทายหลายด้านในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองสู่ความเป็นประชาธิปไตย เช่น การปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าจะปฏิรูปภาคธนาคารและการสร้างสภาพคล่องทางเศรษฐกิจ การเป็นชาตินิยมในรูปแบบใหม่ และการเจรจากระบวนการสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย เป็นต้น 
               สำหรับประเทศไทย นักวิชาการกล่าวถึงการเลือกตั้งของไทยว่า ยังไม่สามารถคาดคะเนวันเลือกตั้งได้ และรัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศเป็นระยะเวลานานกว่าที่คาด และโดยที่วัตถุประสงค์หลักของการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบันคือการประสานรอยต่อในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและเหตุการณ์สำคัญของประเทศ จึงมีการคาดการณ์ว่า สังคมไทยจะเพิ่มแรงกดดันกับรัฐบาลให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปเพื่อส่งต่ออำนาจการบริหารไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข 

บทสรุป 
               บทความฉบับนี้ให้แนวคิดในภาพรวมเกี่ยวกับบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายทางความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งมีนัยสำคัญต่อความร่วมมือในกรอบอาเซียนเพื่อรักษาดุลอำนาจระหว่างประเทศนอกภูมิภาคและความพยายามในการรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ตลอดจนรักษาบทบาทของอาเซียนในการสร้างและดำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค