การเมืองและเศรษฐกิจ

รายงานสภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในรอบ 6 เดือน (กันยายน 2559 - กุมภาพันธ์ 2560)

20 Mar 2017   Views 8065 รายงานสภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในรอบ 6 เดือน (กันยายน 2559 - กุมภาพันธ์ 2560)

รายงานสภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในรอบ 6 เดือน (กันยายน 2559 – กุมภาพันธ์ 2560)

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว
 

ภาพรวมเศรษฐกิจ
ในภาพรวมที่ผ่านมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ สลับกับการชะลอตัว โดยในปี 2559 เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีการขยายตัวเท่ากับปี 2558 (ร้อยละ 1.3) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อลดลงจากปี 2558 เหลือร้อยละ 0 ทั้งนี้ เนื่องจาก ปัจจัยภายนอก  ได้แก่ 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน  2) การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ จากกระแสโลกาภิวัตน์ (Globalism) สู่ มาตรการการปกป้องทางการค้า (Protectionism) 3) ผลกระทบจาก BREXIT และ 4) ปัญหาหนี้ในยุโรป ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ  ได้แก่  1) ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายค่อนข้างต่ำของประชาชน  2) ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และ  3) การขาดแคลนแรงงาน และระบบการจ้างงานที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ 
         อย่างไรก็ดี ในปี 2560 รัฐบาลญี่ปุ่น คาดว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.5 และมีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 1.1 และหากยังคงดำเนินนโยบาย Abenomics ต่อไป จะส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่น ขยายตัวขึ้นถึงร้อยละ 2.2 ในปี 2563 ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบปกติ กล่าวคือ 1) ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) ไม่ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุก คือ การอัดฉีนเงินเข้าระบบ (QE) เพื่อลดค่าเงินเยน 2) ไม่มีการระดมเงินงบประมาณเพื่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ และ 3) ไม่มีมาตรการการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นขยายตัวเพียงร้อยละ 1 


การดำเนินนโยบายด้านการคลัง
รัฐสภาญี่ปุ่นได้ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมาย งบประมาณเสริม ครั้งที่ 2  วงเงิน 4.11143 ล้านล้านเยน และ  ครั้งที่ 3 วงเงิน 6.225 แสนล้านเยน ตามลำดับ (เพิ่มเติมจากครั้งที่ 1 วงเงิน 7.78 แสนล้านเยน)  เพื่อนำไปใช้จ่ายเพิ่มเติม ในรายการดังต่อไปนี้ 1) ให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำ 2) โครงสร้างพื้นฐาน  3) มาตรการรองรับความเสี่ยงและการฟื้นฟูจากภัยบัติ  4) เงินช่วยเหลือแก่นานาชาติ อาทิ   เงินช่วยเหลือผู้อพยพ และ การต่อต้านการก่อการร้าย และ 5) การเตรียมความพร้อมของกองกำลังป้องกันตนเอง 
นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนแรงงาน  และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย  รัฐบาลอยู่ในระหว่างการพิจารณาลดหย่อนภาษีสำหรับคู่สมรส เนื่องจากอัตรารายได้ของคู่สมรสเป็นอุปสรรคต่อการจ้างงาน โดย กฏหมายในปัจจุบันกำหนดว่า หากคู่สมรสมีรายได้เกิน 1.03 ล้านเยนต่อปี จะไม่ได้รับการลดหย่อนภาษี แต่หากเกิน 1.3 ล้านเยนต่อปี คู่สมรสจะไม่ได้รับการยกเว้นเบี้ยประกันสังคม 

นโยบายด้านการเงิน
ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (BOJ) ได้ประกาศนโยบายการเงินใหม่ ที่เรียกว่า “Quantitative and Qualitative Monetary Easing with Yield Curve Control” โดย จะควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น และเพิ่มฐานเงิน (Monetary base) ให้มีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 100 ของ Nominal GDP (ประมาณ 500 ล้านล้านเยน) ภายใน 1 ปี เพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งให้กับนโยบายการเงินเดิม และอัตราเงินเฟ้อต่อไป อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญต่อการปรับขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ คือ 1) การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ 2) การขึ้นภาษีผู้บริโภคจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 8 เมื่อปี 2557 และ 3) การชะลอตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging economies) นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 BOJ ได้ประกาศเลื่อนการบรรลุเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2 จากปี งบประมาณ 2560 เป็นปี 2561

นโยบายการปฏิรูป
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2559 คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์ The Japan’s Plan or Dynamic Engagement of All Citizens ตามที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศไว้เมื่อเดือน กันยายน 2558 กล่าวคือ มุ่งเน้น  1) การเพิ่มมูลค่า GDP ไปสู่ระดับ 600 ล้านล้านเยน ภายในปี 2563  2) การเพิ่มอัตราการเกิดให้อยู่ในระดับร้อยละ 1.8 ภายในปี 2568 และ  3) การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อลดจำนวนผู้ที่ต้องลาออกจากงานมาดูแลบุตร / คนชรา โดยมีความคืบหน้าดังนี้

        1. ด้านการปฏิรูปทำงาน รัฐบาลญี่ปุ่นได้แต่งตั้ง รัฐมนตรี Working-style Reform รวมถึงจัดตั้ง Council to Realize Working-style Reform ซึ่งมี นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน  โดยมีการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 กันยายน  2559  เป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนความเห็น และกำหนดแนวทางการดำเนินงาน เช่น ความเท่าเทียมกันระหว่างรายได้กับการปฏิบัติงาน (Equal work for equal pay) การปรับเงินเดือนโดยพิจารณาจากความสามารถมากกว่าอาวุโส การจำกัดระยะเวลาปฏิบัติงาน สวัสดิการสำหรับลูกจ้างชั่วคราว และการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร นอกจากนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 รัฐบาลและภาคเอกชนญี่ปุ่น บางส่วน ยังได้ร่วมกันดำเนินโครงการ Premium Friday เพื่อรณรงค์ให้พนักงานเลิกงานในเวลา 15.00 น. ของทุกวันศุกร์สิ้นเดือน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการทำงาน และส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่าย

        ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2560 นายกรัฐมนตรี ญี่ปุ่น ได้พบกับประธาน KEIDANREN และ ประธานสหภาพแรงงาน (RENGO) เพื่อหารือเรื่องการจำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงหน้า โดยรัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรฐานแรงงานต่อสภาภายในปีนี้ และมีความเป็นไปได้ที่จะจำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาที่ 720 ชั่วโมง ต่อปี 

        2. ด้านการจ้างงาน ได้มีการส่งสริมให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มสตรี ผู้สูงอายุ และชาวต่างชาติ รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานภายหลังการเกษียณอายุ โดยเมื่อเดือน มกราคม 2560 ที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี รายงานว่า ภายใต้การดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐบาลผ่านนโยบาย  Abenomics  มีผล ดังนี้ 1) จำนวนสตรีที่ทำงานเพิ่มขึ้น ประมาณ 1 ล้านคน และมีสตรีที่ดำรงตำแหน่งบริหารในภาคเอกชนเพิ่มขึ้นประมาณ ร้อยละ 10  2) จำนวนผู้มีงานทำที่อายุมากกว่า 65 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.72 ล้านคนจาก 7.67 ล้านคนในปี 2559 และ 3) จำนวนแรงงานต่างชาติที่มีทักษะสูงเพิ่มขึ้นประมาณ  ร้อยละ 57 ทั้งนี้ รัฐบาลอยู่ในระหว่างการพิจารณากฎหมายที่จะส่งผลให้แรงงานกลุ่มนี้สามารถขอมีถิ่นพำนักเป็นการถาวรในญี่ปุ่นได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 

        3. การปฏิรูปอุตสาหกรรมที่ 4 เมื่อเดือนกันยายน 2559 รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้ง Growth Strategy Council เพื่อกำกับดูแลและขับเคลื่อนการปฏิรูปดังกล่าว โดยในชั้นนี้ ได้มีการพิจารณากฎหมาย หรือ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อการปรับปรุงแก้ไขต่อไป

       4. การท่องเที่ยว คณะรัฐมนตรี ญี่ปุ่น ได้ให้ความเห็นชอบและเตรียมเสนอร่างกฎหมาย เพื่ออนุญาตให้ประชาชนทั่วไป สามารถดำเนินธุรกิจให้บริการห้องเช่า (minpaku) ได้ จำนวน 180 วันต่อ ปี ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยว และเตรียมการเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2563
 


Tags:   Japan