การเมืองและเศรษฐกิจ

มหานครฉงชิ่ง ฐานการผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในแดนมังกร

07 Sep 2016   Views 6378

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

เป็นที่ทราบกันดีว่า นครฉงชิ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของภูมิภาคจีนตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นครฉงชิ่งได้แยกตัวออกมาจากมณฑลเสฉวน ในฐานะมหานครเพียงแห่งเดียวในจีนตะวันตกและการบริหารเมืองมีอิสระมากขึ้นโดยขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางจีน จึงทำให้นครฉงชิ่งสามารถเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้อย่างเต็มที่ กอปรกับการที่รัฐบาลจีนได้ดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจจีนตะวันตก ซึ่งมุ่งเน้นความสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจของจีนตะวันตกให้มีความทัดเทียมกับภูมิภาคจีนตะวันออก ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจของนครฉงชิ่งเติบโตและก้าวหน้าขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีพัฒนาการอย่างรุดหน้า กลายเป็นที่จับตามองอย่างมากของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับสากล

นครฉงชิ่ง เริ่มสถาปนาตัวเองขึ้นในฐานะ “ผู้นำแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน” เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน เนื่องจากปัจจัยบวกด้านศักยภาพที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ 

1) การเป็นเมืองอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีพื้นฐานการผลิตที่แข็งแกร่งและมีประวัติด้านการผลิตยานยนต์เป็นเวลากว่า 30 ปี 
2) นครฉงชิ่งเป็นมหานครที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ทำให้มีแรงงานจำนวนมากและค่าจ้างแรงงานต่ำ อีกทั้งเพียบพร้อมด้วยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นจำนวนมาก 
3) การหลั่งไหลเข้ามาลงทุนของบริษัทยานยนต์ต่างชาติที่นำความทันสมัยและเทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับสาธารณูปโภคพื้นฐานเดิม ทำให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สร้างสรรค์ 
4) การมีเป้าหมายทางการตลาดที่ชัดเจนและการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของนครฉงชิ่งเริ่มกลายเป็นที่รู้จักและสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่เด่นชัดในตลาดยานยนต์ ตลอดจนภาครัฐและเอกชนท้องถิ่นให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของนครฉงชิ่งมีความมั่นคงและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 


การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์นครฉงชิ่ง เริ่มตั้งแต่ในปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการดำเนินนโยบายแผนพัฒนาภูมิภาคจีนตะวันตกอย่างจริงจัง โดยในช่วงระหว่างปี 2544-2551 ปริมาณการผลิตรถยนต์ของนครฉงชิ่งมีการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ประมาณ 13% (ดังกราฟ 1) โดยในปี 2551 นครฉงชิ่งสามารถผลิตรถยนต์ได้ 109,170 คัน คิดเป็นสัดส่วนการผลิตทั่วจีนที่ 11.68% จัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของประเทศ


กราฟ 1 แสดงปริมาณการผลิตรถยนต์ของนครฉงชิ่งปี 2544-2551

จากตัวเลขการผลิตรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นได้กลายเป็นแรงดึงดูดชั้นเยี่ยมในการชักจูงวิสาหกิจชั้นนำด้านยานยนต์ให้ตบเท้าเข้ามาลงทุนในนครฉงชิ่งเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ บริษัทรถยนต์ซูซูกิ (SUZUKI) บริษัทรถยนต์อีซูซุ (ISUZU) และบริษัทรถยนต์ฉางอันฟอร์ด (CHANGAN FORD) เป็นต้น ซึ่งการก้าวเข้ามาลงทุนของวิสาหกิจชั้นนำดังกล่าว ยังเป็นแรงกระตุ้นในวิสาหกิจเดิมในท้องถิ่น อาทิ บริษัทรถยนต์ฉางอัน (CHANGAN) และ บริษัทรถยนต์ลี่ฟาน (LIFAN) ขยายกำลังการผลิตและสร้างโรงงานขึ้นใหม่มากมายเพื่อรองรับการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลนครฉงชิ่งยังได้กำหนดแนวทางการพัฒนาและต่อยอดทางด้านอุตสาหกรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นไว้อย่างชัดเจน ภายใต้นโยบายที่สำคัญหลายประการ ดังนี้ 

1) จัดการอบรมความรู้แก่บุคลากรที่เสมือนเป็นรากฐานสำคัญของวิสาหกิจให้เกิดความความชำนาญและมีมุมมองที่แปลกใหม่เพื่อยกระดับภาคการผลิต พร้อมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจที่มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยี เพื่อบูรณาการความรู้ความสามารถและต่อยอดให้เกิดเป็นนวัตกรรมการผลิตแนวใหม่
2) ก่อตั้งองค์กรและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยานยนต์ เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านร่วมมือกันพัฒนาและยกระดับภาคอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ทั้งระบบภายใต้แนวความคิดที่เป็นไปในทางเดียวกัน
3) เดินหน้ายกระดับสภาพแวดล้อมการผลิตในด้านสาธารณูปโภคให้มีความทันสมัยและปลอดภัย โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์การกระจายสินค้าและโกดังเก็บสินค้า พร้อมกับปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในเมืองและเขตอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดความน่าลงทุนยิ่งขึ้น
4) ผ่อนปรนข้อกำหนดทางการลงทุนและลดขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลที่ซ้ำซ้อนก่อนการอนุมัติโครงการลงทุน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งผ่อนปรนข้อกำหนดวีซ่า โดยอนุมัติการพำนักอาศัยระยะยาวในจีนให้กับผู้บริหารชาวต่างชาติ 
5) นำแนวทางการบริหารและจัดการภาคอุตสาหกรรมของต่างชาติที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับการบริหารรูปแบบเดิมเพื่อสร้างความแตกต่างและยกระดับประสิพธิภาพการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับในยุคสมัยปัจจุบัน
6) กำหนดแผนการตลาด การประชาสัมพันธ์และแผนการจำหน่ายสินค้าอย่างชัดเจน อีกทั้งเปิดประตูการค้าอย่างเสรี เพื่อแสวงหาโอกาสและช่องทางความร่วมมือทางการค้ากับเมืองอื่นๆ ในจีนและต่างประเทศ ตลอดจน สร้างเวทีจำหน่ายสินค้าทางอินเตอร์เน็ตเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สะดวกให้กับผู้บริโภค



ยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาคจีนตะวันตกของปี 2557 ได้ระบุเกี่ยวกับการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมไว้ว่า “เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นอย่างเต็มกำลัง ปรับปรุงโครงสร้างการจัดการของระบบอุตสาหกรรมให้มีแบบแผน วิเคราะห์และกำหนดแนวทางการพัฒนาใหม่ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมน้องใหม่ที่กำลังเติบโต พร้อมทั้งดึงดูดภาคการลงทุนอุตสาหกรรมศักยภาพจากทั้งในและต่างประเทศให้มารวมตัวกันที่ภูมิภาคจีนตะวันตก”

นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของรัฐบาลนครฉงชิ่ง จึงสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาคตะวันตกของจีน และแสดงให้เห็นว่านครฉงชิ่งให้ความสำคัญอย่างสูงต่ออุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ ซึ่งนโยบายดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่วิสาหกิจยานยนต์ชั้นนำที่ได้เข้ามาลงทุนแล้วในพื้นที่ให้เดินหน้าพัฒนาอย่างเต็มที่ เพื่อสานต่อเป้าหมายสำคัญของนครฉงชิ่งในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตยานยนต์อันดับหนึ่งของจีน

เป้าหมายของนครฉงชิ่งในการก้าวขึ้นเป็น “ฐานการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน” ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมแล้วเมื่อปี 2557 โดยนครฉงชิ่งสามารถผลิตรถยนต์ได้เป็นจำนวนมากถึง 2,630,000 คัน เพิ่มมากขึ้น 22% มากเป็นอันดับหนึ่งของจีน โดยมีอัตราการผลิตเฉลี่ยที่สูงกว่าทั้งประเทศ 15% ซึ่งมีมูลค่าการผลิตจำนวน 384,700 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 20% และสามารถผลิตรถจักรยานยนต์ได้มากถึง 8,590,000 คัน เพิ่มขึ้น 3% มากเป็นอันดับหนึ่งของจีนเช่นเดียวกัน โดยมีอัตราการผลิตเฉลี่ยที่สูงกว่าทั้งประเทศ 10% ซึ่งมีมูลค่าการผลิตรถจักรยานยนต์จำนวน 118,600 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 7% ซึ่งจากสถิติข้างต้นทำให้นครฉงชิ่งกลายเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีนโดยภาคการผลิตดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 4 ของยอดรวมอุตสาหกรรมการผลิตทั้งเมือง


 กราฟ 2 แสดงปริมาณการผลิตรถยนต์ของนครฉงชิ่งปี 2551-2557

ขณะเดียวกัน รัฐบาลนครฉงชิ่งยังคงประสงค์ที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการผลิตยานยนต์อย่างต่อเนื่อง โดยต้องการยกระดับยานยนต์ “เมดอินฉงชิ่ง” (made in Chongqing) ให้มีความเป็นสากลมากขึ้น โดยได้จัดตั้งองค์กร “พันธมิตรอุตสาหกรรมยานยนต์-ควบคุมคุณภาพการผลิต” เพื่อส่งเสริมพัฒนาการการผลิตและคุณภาพในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ตามมาตรฐานสากลสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก อีกทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าแก่ผู้บริโภค

นอกจากนี้ ภาครัฐได้วางโครงการนำร่อง “ยกระดับคุณภาพการผลิต” โดยเริ่มจากกลุ่มวิสาหกิจผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์รายใหญ่ อาทิ ฉางอัน (Changan) ลี่ฟาน (Lifan) และเจียหลิง (Jialing) เป็นต้น ด้วยการปรับปรุงกระบวนการผลิตอะไหล่และชิ้นส่วนยานยนต์ทุกประเภทให้ได้มาตรฐานถูกต้องภายใต้ระบบ มาตรฐานสากล ISO และมีระบบการบริหารจัดการองค์กรที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ามากขึ้น ตลอดจนถ่ายโอนระบบการผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานไปสู่บริษัทรายย่อยที่กระจายอยู่ในท้องถิ่น

การได้รับความสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มกำลัง จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และจักรยานยนต์ในท้องถิ่น และทำให้อุตสาหกรรมภาคการผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์ “เมดอินฉงชิ่ง” เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายและมีศักยภาพแข่งขันทางการตลาดในระดับสากลที่สูงขึ้น  



นายหวง ฉีฟาน นายกเทศมนตรีนครฉงชิ่ง กล่าวว่า นครฉงชิ่งได้กลายเป็น “ฐานการผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน” และปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของนครฉงชิ่ง ซึ่งนครฉงชิ่งได้ให้การสนับสนุนและเดินหน้าผลักดันกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างเต็มกำลัง โดยคาดการณ์ว่าในนาคตอันใกล้ อุตสาหกรรมยานยนต์ในนครฉงชิ่งจะสามารถผลิตรถยนต์ได้มากถึง 4 ล้านคัน/ปี ยอดจำหน่ายรถยนต์ทะลุเกิน 3 ล้านคัน และมีมูลค่าจำหน่ายรถยนต์มากกว่า 460,000 ล้านหยวน 

ในช่วงที่ผ่านมา นครฉงชิ่งมีบริษัทอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์จากในจีนและต่างชาติมาลงทุนทั้งสิ้น 14 ราย อาทิ บริษัทรถยนต์ฉางอัน (CHANGAN) บริษัทรถยนต์ลี่ฟาน (LIFAN) บริษัทรถยนต์วอลโว่ (VOLVO) บริษัทรถยนต์โฟล์คสวาเกน (FAW-VOLKSWAGEN) และบริษัทรถยนต์ฮวาเฉิน (HUACHEN) เป็นต้น รวมทั้งมีการก่อตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนและโรงงานประกอบรถยนต์ประมาณ 520 แห่ง และมีแนวโน้มว่าจะมีบริษัทผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิตที่เกี่ยวข้องชื่อดังทั้งในจีนและต่างประเทศ “ก้าวเข้ามา” ลงทุนในนครฉงชิ่งอีกเป็นจำนวนมาก กล่าวได้ว่า ในขณะนี้ อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ของนครฉงชิ่งกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง” อย่างแท้จริง
  
อย่างไรก็ตาม นครฉงชิ่งคงยังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายในด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต ได้แก่ 
การแข่งขันทางการผลิตที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น อันเกิดจากแบรนด์สินค้าที่เพิ่มมากขึ้น คุณภาพและราคาของสินค้า ตลอดจนประสิทธิภาพการบริการทั้งก่อนและหลังการจำหน่าย จำนวนการผลิตที่มากเกินกว่าความต้องการของผู้บริโภค ปัญหาสินค้าค้างในโกดัง และปัญหาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ซึ่งปัญหาและความท้าทายต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่นครฉงชิ่งจะต้องให้ความสำคัญและเตรียมวิธีการรับมืออย่างพร้อมเพรียง เพื่อรักษาสภาพการพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อเนื่อง พร้อมกับรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งของจีนในด้านอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ต่อไปในอนาคต         



Tags:   China, จีน