การเมืองและเศรษฐกิจ

มหานครฉงชิ่ง จุดบรรจบเส้นทางโลจิสติกส์ตะวันออกและตะวันตก

05 Sep 2016   Views 27559

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครเฉิงตู

มหานครฉงชิ่ง 1 ใน 4 มหานครของจีนที่มีการปกครองแบบขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง โดยรัฐบาลกลางจีนได้อนุมัติให้มหานครฉงชิ่งแยกตัวจากมณฑลเสฉวนและยกระดับเป็น “มหานคร” แห่งที่ 4 ต่อจากกรุงปักกิ่ง มหานครเซี่ยงไฮ้ มหานครเทียนจิน ในปี 2540 และเป็นมหานครเพียงเพียงแห่งเดียวในภาคตะวันตกของจีน 

หลังจากการแยกตัวออกจากมณฑลเสฉวนเมื่อปี 2540 ปัจจุบัน มหานครฉงชิ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว จากการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้นโยบายพัฒนาภาคตะวันตก (Western Development Policy) ซึ่งเริ่มในปีเดียวกัน ตั้งแต่นั้นมามหานครฉงชิ่งก็ได้รับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อาทิ เส้นทางคมนาคมขนส่งที่สามารถเชื่อมโยงไปทั่วจีนและเชื่อมโยงออกสู่ต่างประเทศ รวมถึงการเปิดตลาดค้าขายกับต่างชาติและจำนวนการเข้ามาลงทุนในพื้นที่ของบริษัทชั้นนำของโลกจำนวน 225 ราย (ณ ปี 2556 ซึ่งเป็นข้อมูลสถิติที่เผยแพร่ ณ ปัจจุบัน) และรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้คุณภาพชีวิตของชาวฉงชิ่งดีขึ้นอย่างเป็นลำดับ 

ในปี 2553 รัฐบาลจีนได้อนุมัติการก่อตั้งเขตเศรษฐกิจใหม่เหลี่ยงเจียง (Liangjiang New District) ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจใหม่อันดับ 4 ของจีน ต่อจากเซินเจิ้น (2523) ผู่ตง (2533) และปินไห่ (2543) และมีเขตการค้าเสรีเหลียงลู่ซุ่นทาน (Chongqing LiangLu CunTan Free Trade Port Area) ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีแห่งแรกของจีนตอนใน รัฐบาลฉงชิ่งมีนโยบายส่งเสริมด้านเทคโนโลยีมากขึ้น ดังนั้น ในปี 2551 จึงได้ก่อตั้งสวนอุตสาหกรรมไมโครอิเล็กทรอนิกส์ซีหย่งฉงชิ่ง (XiYong Micro-Electronics Industrial Park) เพื่อดึงดูดให้บริษัท IT ชั้นนำของโลกเข้ามาตั้งบริษัท โดยภายในบริเวณดังกล่าว ได้มีการก่อตั้งเขตปลอดภาษีสำหรับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ปัจจุบัน มหานครฉงชิ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในจีน และยังเป็นฐานการผลิตคอมพิวเตอร์โน๊คบุ๊คที่สำคัญ 1 ใน 3 ของโลก 

 ภาพมุมสูงของนครฉงชิ่ง จาก http://www.nipic.com

ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (2554-2558) มหานครฉงชิ่งมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเลขสองหลักมาโดยตลอด และเป็นหนึ่งในมณฑลภาคตะวันตกของจีนที่น่าจับตามอง และยังคงรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ โดยในปี 2558 GDP ของมหานครฉงชิ่ง มีมูลค่าทั้งสิ้น 1,571,972 ล้านหยวน เติบโตถึง 11% แม้จะอยู่ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกในช่วงขาลงและเศรษฐกิจจีนที่ซบเซา ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นถึงการมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง 

     
สิ่งที่รัฐบาลมหานครฉงชิ่งให้ความสำคัญมากที่สุดเพื่อต่อยอดความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาโครงสร้างเส้นทางเชื่อมโยงทั้งทางถนน ทางรถไฟ ทางอากาศ และทางน้ำ รวมทั้งการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมและการเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมในพื้นที่ ตลอดจนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ทางอุตสาหกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของฉงชิ่งที่เป็นตัวของตัวเองและไม่เหมือนใคร ทำให้ถูกมองว่า วิธีการดังกล่าวเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นให้กับอุตสาหกรรมของฉงชิ่ง และเป็นการสร้างแรงจูงใจต่อวิสาหกิจต่าง ๆ เพื่อการเข้ามาลงทุนขยายธุรกิจในพื้นที่แห่งนี้ 

ปัจจุบัน มหานครฉงชิ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญของจีน ได้แก่ 1) สินค้า IT 2) รถยนต์ 3) เคมีภัณฑ์ 4) ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 5) การคมนาคมขนส่ง เช่น รถไฟหยูซินโอว (รถไฟขนส่งสินค้าเส้นทางฉงชิ่ง-ยุโรป) สำหรับอุตสาหกรรมที่โดดเด่น สร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้ฉงชิ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก คือ อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์


จุดเชื่อมจีนตะวันตกและจีนตะวันออกผ่านแม่น้ำแยงซีเกียง

มหานครฉงชิ่งมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่โดดเด่น แม้ว่าจะอยู่จีนตอนใน ไม่ติดทะเล แต่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยมหานครฉงชิ่งสามารถใช้ประโยชน์จากการคมนาคมขนส่งทางน้ำ (ผ่านแม่น้ำแยงซีเกียงไปสู่นครเซี่ยงไฮ้) และทางบก (เส้นทางรถไฟ) เชื่อมโยงกับต่างประเทศ มหานครฉงชิ่งกำลังได้รับประโยชน์จากนโยบายใหม่ของรัฐบาลกลาง ได้แก่ “นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (One Belt-One Road) และนโยบาย “เขตเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซีเกียง” อย่างเต็มที่

หลายปีมานี้ มหานครฉงชิ่งเดินหน้าพัฒนาระบบการขนส่งทางน้ำอย่างจริงจัง เพื่อแสดงออกถึงศักยภาพที่โดดเด่นของการเป็น “เมืองท่า” แห่งจีนตะวันตก โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนบนที่เชื่อมการขนส่งทางน้ำกับมหานครเซี่ยงไฮ้ รวมถึง การเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญของโครงข่ายการขนส่งทางน้ำในประเทศจีน  

ท่าเรือที่สำคัญในมหานครฉงชิ่งได้แก่ ท่าเรือฉงชิ่ง ท่าเรือเฉาเทียนเหมิน (Chaotianmen Port) ท่าเรือว่านโจว (Wanzhou Port) ท่าเรือหลงโถว (Longtou Port) ท่าเรือฝูหลิง (Fuling Port) และล่าสุดคือท่าเรือกว่อหยวน (Guoyuan Port) ที่เปิดบริการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางท่าเรือโลจิสติกส์แบบครบวงจร มีโครงข่ายเชื่อมต่อทั้งทางน้ำ ทางบกและระบบราง อีกทั้งจัดว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณเขตการขนส่งสินค้าตอนบนของแม่น้ำแยงซีเกียง

ท่าเรือกว่อหยวน(果园港)อยู่ห่างจาก “เฉาเทียนเหมิน” (Chaotianmen Port) ท่าเรือการคมนาคมที่สำคัญของมหานครฉงชิ่งราว 30 กม. (เส้นทางทางน้ำ) ห่างจากสถานีรถไฟอวี๋จุ่ย (Yuzui railway station) (เส้นทางระบบรางจากมหานครฉงชิ่ง-เมืองฮว๋าย ฮว่า มณฑลหูหนาน) ประมาณ 5 กม. และอยู่ห่างจากท่าอากาศยานนานาชาติเจียงเป่ย มหานครฉงชิ่งราว 15 กม. ท่าเรือดังกล่าวยังมีพื้นที่เชื่อมต่อกับถนนมอเตอร์เวย์สายฉงชิ่ง-อี๋ปิน กล่าวได้ว่า “ท่าเรือกว่อหยวน” มีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมต่อที่ถือว่าสมบูรณ์แบบอย่างยิ่ง นอกจากนี้ “ท่าเรือกว่อหยวน” มีขีดความสามารถในการรองรับ-ขนส่งสินค้าได้มากถึง 30 ล้านตัน/ปี


ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 12 ของจีน (พ.ศ.2554-2558) ถือเป็นระยะการพัฒนาท่าเรือและการขนส่งทางน้ำในมหานครฉงชิ่งอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ท่าเรือในมหานครฉงชิ่งได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่จากภาครัฐ ทั้งในด้านการก่อสร้างและขยายขนาดของท่าเรือ และปรับปรุงสาธารณูปโภคการขนส่งให้ทันสมัย รวมถึงการยกระดับระบบการบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  

จากสถิติระบุว่า ในช่วง 5 ปีดังกล่่าว ท่าเรือทุกแห่งในฉงชิ่งได้เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับ-ขนส่งสินค้ารวมกันได้ถึง 180 ล้านตัน/ปี (จากเดิมสามารถรองรับได้ 136 ล้านตัน/ปี) หรือคิดเป็นตู้คอนเทนเนอร์จำนวนกว่า 4 ล้านตู้ 

สำหรับท่าเรือฉงชิ่ง มีขีดความสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าได้มากถึง 1 ล้านตู้ โดยตู้คอนเทนเนอร์จากมณฑลและเมืองอื่น ๆ ใกล้เคียงได้มาเปลี่ยนถ่ายและกระจายสินค้าที่ท่าเรือแห่งนี้ถึง 43% และที่สำคัญท่าเรือฉงชิ่งได้ขยับขึ้นมาเป็นหนึ่งในท่าเรือบนเส้นแม่น้ำแยงซีเกียงที่สามารถรองรับ-ขนส่งสินค้าได้เกินกว่า 100 ล้านตัน ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการริเริ่มนโยบายพัฒนา “เขตเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซีเกียง”     

รัฐบาลกลางจีนให้ความสำคัญกับเส้นทางเศรษฐกิจบนแม่น้ำแยงซีเกียงเป็นอย่างมาก เนื่องจากมองว่า มีโครงข่ายเชื่อมโยงทางน้ำและพื้นฐานของระบบการขนส่งทางน้ำที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพสามารถเติบโตขึ้นได้อีกมาก จึงได้กำหนดนโยบายแผนพัฒนา “เขตเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซีเกียง” ในช่วงปลายปี 2557 เพื่อขยายศักยภาพความร่วมมือด้านการขนส่งทางน้ำภายในจีนจากฝั่งตะวันตกสู่ฝั่งตะวันออกผ่านแม่น้ำแยงซีเกียง 

“เขตเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซีเกียง” ครอบคลุม 9 มณฑลและ 2 มหานคร ได้แก่ มณฑลเจียงซู มณฑลเจ้อเจียง มณฑลอันฮุย มณฑลเจียงซี มณฑลหูเป่ย มณฑลหูหนาน มณฑลเสฉวน มณฑลยูนนาน มณฑลกุ้ยโจว มหานครเซี่ยงไฮ้ และมหานครฉงชิ่ง โดยแนวเส้นแม่น้ำแยงซีเกียงดังกล่าวมีพื้นที่ทั้งสิ้น 2,050,000 ตรม.กม.มีประชากรเกือบ 600 ล้านคน หรือ 40% ของชาวจีนทั้งหมด และมูลค่าทางเศรษฐกิจในบริเวณดังกล่าวมีสัดส่วน 40% ของมูลค่าเศรษฐกิจของจีนทั้งหมด  



“เขตเศรษฐกิจแม่น้ำแยงซีเกียง” แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนบน มีมหานครฉงชิ่งเป็นจุดศูนย์กลาง 2) บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนกลาง มีนครอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยเป็นจุดศูนย์กลาง และ 3) บริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงตอนล่าง มีมหานครเซี่ยงไฮ้เป็นจุดศูนย์กลาง รองรับสินค้าที่ขนส่งมาจากจีนตอนในส่งออกสู่ทะเลเพื่อขนส่งไปยังต่างประเทศต่อไป 

สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี ฉบับที่ 13 ของจีน (พ.ศ.2559-2563) มหานครฉงชิ่งเตรียมทุ่มงบประมาณจำนวนกว่า 18,000 ล้านหยวน เพื่อก่อสร้างโครงข่ายคมนาคมการขนส่งเชื่อมต่อระหว่างทางบก ทางน้ำและทางอากาศให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น อีกทั้งปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับการบริการ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าที่จะพัฒนาให้ทุกท่าเรือในมหานครฉงชิ่งมีขีดความสามารถในการรองรับ-ขนส่งสินค้ารวมกันได้ถึง 220 ล้านตัน/ปี หรือคิดเป็นตู้คอนเทนเทอร์จำนวนกว่า 5 ล้านตู้ เพื่อรองรับการขยายตัวของการขนส่งผ่านแม่น้ำแยงซีเกียงที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

เส้นทางสายไหมทางบก เชื่อมโยงจีนกีบเอเชียกลางและยุโรป 

นับเป็นเวลาเกือบ 5 ปีสำหรับการเปิดใช้อย่างเป็นทางการของขบวนรถไฟขนส่งสินค้าเส้นทางฉงชิ่ง-ยุโรป “หยูซินโอว”(渝新欧)เส้นทางโลจิสติกส์ระบบรางระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงระหว่างจีนตอนในสู่ภาคพื้นยุโรป 

“หยูซินโอว” มีสถานีเริ่มต้นจากมหานครฉงชิ่ง (จีน) ผ่านประเทศคาซัคสถาน รัสเซีย เบลารุส โปแลนด์ สิ้นสุดปลายทางที่เมืองดุยส์บูวร์ก (เยอรมนี) รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 11,179 กม.และใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 12-13 วัน (ประหยัดเวลากว่าการขนส่งทางทะเลสู่ยุโรปถึง 20 กว่าวัน)             




“หยูซินโอว” ขบวนขนส่งปฐมฤกษ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย.2554 โดยขบวนสินค้าดังกล่าวบรรทุกสินค้าประเภทไอที อุปกรณ์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รวมทั้งสินค้าอะไหล่ยนต์ “เมดอินฉงชิ่ง” เต็มตู้คอนเทนเนอร์ ออกเดินทางจากมหานครฉงชิ่ง มุ่งหน้าตรงสู่เมืองดุยส์บูวร์ก เยอรมนี ถือเป็นการเปิดตัวเส้นทางโลจิสติกส์ระบบรางจากจีนสู่ภาคพื้นยุโรปโดยสมบูรณ์ 

ข้อดี ของเส้นทางโลจิสติกส์ระบบรางสายมหานครฉงชิ่ง-เมืองดุยส์บูวร์ก เยอรมนี ได้แก่ (1) มีเส้นทางขนส่งสินค้าของมหานครฉงชิ่งออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น และมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการขนส่งทางอากาศ อีกทั้งประหยัดเวลากว่าการขนส่งทางทะเลสู่ยุโรป 20 กว่าวัน (2) ขั้นตอนการยื่นเอกสารนำเข้า-ส่งออกสินค้าและการเก็บภาษีสะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากประเทศที่รถไฟเดินทางผ่านมีความร่วมมือด้านศุลกากรออนไลน์ (3) ช่วยยกระดับมหานครฉงชิ่งให้กลายเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้ายุโรปในจีน โดยเฉพาะสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่ยนต์ (4) ดึงดูดหน่วยงานภาคโลจิสติกส์ระหว่างประเทศให้เข้ามาลงทุนขยายกิจการในมหานครฉงชิ่งมากขึ้น และเป็นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย (5) เนื่องจากมีขบวนรถขนส่งสินค้าเที่ยวกลับจากยุโรป ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสินค้าเที่ยวต่อไปสามารถมีส่วนลดได้ถึง 10% 

นายเหอ ซื่อจง รองประธานสภาที่ปรึกษามหานครฉงชิ่ง กล่าวว่า “ความจริงแล้ว รถไฟฉงชิ่ง-ยุโรปหรือ “หยูซินโอว” คือการแปลงโฉมเส้นทางขนส่งทางบกจากจีนสู่ต่างประเทศ (เส้นทางสายไหม) ในอดีตให้เป็นการขนส่งระบบรางที่มีความทันสมัย รวดเร็ว คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” 

“เส้นทางขนส่งระบบรางสายนี้ มีความสำคัญมากต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศจีน โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งภายใต้นโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่จีนตะวันตก” นายเหอ ซื่อจง กล่าวเสริม

ในปี 2558 “หยูซินโอว” มีขบวนรถไฟขนส่งสินค้าไป-กลับจีนและยุโรปทั้งสิ้นจำนวน 257 เที่ยว ซึ่งแบ่งเป็นการขนส่งขาไป (ฉงชิ่ง-ดุยส์บูวร์ก) 156 เที่ยว หรือเฉลี่ย 4-5 เที่ยว/สัปดาห์ และขากลับ (ดุยส์บูวร์ก-ฉงชิ่ง) 101 เที่ยว หรือเฉลี่ย 3-4 เที่ยว/สัปดาห์ ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2559 นี้ ขบวนรถไฟ “หยูซินโอว” จะสามารถเพิ่มจำนวนเที่ยวการขนส่งได้ถึง 300 เที่ยว

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนได้ร่วมมือกับศุลกากรประเทศทางผ่านระหว่างเส้นทางฉงชิ่ง-ยุโรป ซึ่งได้แก่ ประเทศคาซัคสถาน รัสเซีย เบลารุส โปแลนด์ และเยอรมนี อำนวยความสะดวกให้มีการตรวจสอบสินค้าเพียงครั้งเดียว โดยผ่านพิธีการด้านศุลกากรเพียง 1 ด่านเท่านั้น ก็สามารถส่งสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ บนเส้นทางดังกล่าวได้ ทำให้การขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางสายนี้มีบริการด้านศุลกากรที่สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงจะช่วยย่นระยะเวลาการขนส่งให้เหลือเพียง 12- 13 วัน (เดิมใช้ระยะเวลาการขนส่งประมาณ 16-17 วัน)

จีนใช้เส้นทาง “หยูซินโอว” ส่งออกสินค้าหลัก ได้แก่ สินค้า IT ประมาณ 50% และสินค้าอื่น ๆ อาทิ เสื้อผ้า สินค้าอุปโภคบริโภค อะไหล่รถยนต์ และสินค้าส่งออกล่าสุดคือ เมล็ดกาแฟ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ รถยนต์ เครื่องสำอางค์ เบียร์ ของใช้เด็กทารก เป็นต้น นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมา (2558) เริ่มมีการขนส่งสินค้าอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดต่าง ๆ เคมีภัณฑ์ อาหารแช่แข็ง ขณะเดียวกันก็ได้มีการแก้ปัญหาระบบการล็อคปิดตู้ และเทคนิคการควบคุมอุณหภูมิของตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิดและสามารถทนต่อสภาพอากาศของแต่ละประเทศที่รถไฟวิ่งผ่าน
 
นายหวง ฉีฟาน นายกเทศมนตรีนครฉงชิ่ง กล่าวว่า ฉงชิ่ง เป็นมหานครเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีบริเวณติดกับชายฝั่งทะเล กำลังจะเปลี่ยนบทบาทจากเมืองตอนในของจีนให้กลายเป็นประตูบานสำคัญสู่ประเทศแถบตะวันตก โดยมี “หยูซินโอว” เส้นทางโลจิสติกส์ระบบรางจากจีนสู่ยุโรปเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างสองฝ่าย”

มหานครฉงชิ่ง นอกจากเปิดใช้บริการรถไฟขนส่งสินค้า ฉงชิ่ง-ยุโรป แล้ว ยังได้เปิดบริการรถไฟขนส่งสินค้า “ฉงชิ่ง-เอเชียกลาง” เที่ยวปฐมฤกษ์ไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา

ขบวนรถไฟขนส่งสินค้า “ฉงชิ่ง-เอเชียกลาง” เริ่มต้นจากมหานครฉงชิ่ง ผ่านเมืองหลานโจว เมืองอูลูมูฉี ออกจากประเทศจีนที่เมืองอาลาซานโข่ว และมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคเอเชียกลางจำนวน 5 ประเทศ ประกอบด้วย คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กีซ ซึ่งจะใช้ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 9-11 วัน ประหยัดเวลากว่าการขนส่งทางเรือและไปต่อทางบก (เนื่องจากภูมิภาคเอเชียกลางเป็นประเทศไม่มีทางออกทะเล) ถึง 25 วัน



 ขบวนรถไฟขนส่งสินค้าฉงชิ่ง-เอเชียกลางปฐมฤกษ์ ภาพประกอบจาก http://image.baidu.com

สินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ เครื่องขุดเจาะน้ำมัน เครื่องจักรกลสำหรับอุตสาหกรรมหนัก อุปกรณ์ที่ใช้ในสถานีเติมน้ำมัน อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เคมีภัณฑ์ อาหารสำเร็จรูป และเสื้อผ้า เป็นต้น

เจ้าหน้าที่โลจิสติกส์ระบบรางของมหานครฉงชิ่ง ให้ข้อมูลว่า “รถไฟขนส่งสินค้าฉงชิ่ง-เอเชียกลางจะให้บริการขนส่งสินค้าเดือนละ 1 เที่ยว และหลังจากเปิดให้บริการ 3 เดือนจะเพิ่มจำนวนการขนส่ง ขึ้นเป็นเดือนละ 2 เที่ยว (2 สัปดาห์/1เที่ยว) โดยขบวนรถไฟสายนี้จะแตกต่างกับขบวนรถไฟ
ฉงชิ่ง-ยุโรป คือจะจอดเฉพาะสถานีเป้าหมายซึ่งก็คือ 5 ประเทศในเอเชียกลางเท่านั้น ขณะเดียวกันก็จะเตรียม
ขนส่งสินค้าจากเอเชียกลางกลับมาสู่มหานครฉงชิ่ง”  

นอกจากนี้ รถไฟขนส่งสินค้า “ฉงชิ่ง-เอเชียกลาง” ยังเตรียมที่จะเปิดให้บริการที่เกี่ยวข้องในด้านโลจิสติกส์ทั้งระบบในพื้นที่ขนส่งสินค้าต้นทางจากมหานครฉงชิ่ง ได้แก่ การรับ-ส่งสินค้าจากโรงงาน การแบ่งพื้นที่บรรจุสินค้าหลายประเภท/หลายเจ้าของในตู้คอนเทนเนอร์เดียวกัน การฝากเก็บสินค้าในโกดังก่อนที่จะทำการขนส่ง รวมไปถึงการดำเนินการพิธีศุลกากรตรวจสอบสินค้า เป็นต้น เพื่อความสะดวกและรวดเร็วสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ

การเติบโตอย่างมั่นคงของเส้นทางโลจิสติกส์ระบบรางทั้งสองสายดังกล่าว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขนส่งสินค้าจากจีนตอนในสู่ภาคพื้นยุโรปและเอเชียกลาง กระตุ้นภาคธุรกิจโลจิสติกส์ ตลอดจนภาคการค้าและการลงทุนในมหานครฉงชิ่งให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นการตอบสนองนโยบาย “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของรัฐบาลกลางจีนในการพลิกฟื้นเส้นทางสายไหมในอดีตของจีนตะวันตกที่เชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งและโลจิสติกส์ไปยังทวีปเอเชียและทวีปยุโรปแล้ว ยังเป็นการปูทางให้มหานครฉงชิ่งก้าวไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญทางโลจิสติกส์แห่งภูมิภาคจีนตะวันตกได้อย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ เส้นทางขนส่งฉงชิ่ง-ยุโรป และเส้นทางขนส่งฉงชิ่ง-เอเชียกลาง เป็นเส้นทางระบบรางที่สำคัญในการการขนส่งและกระจายสินค้าจากจีนไปสู่ทวีปยุโรปและเอเชียกลาง และสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทางขนส่งทางบกระหว่างไทย-จีน (R3A) และ R3A+ (กรุงเทพฯ-คุนหมิง-เฉิงตู) เมื่อเส้นทางขนส่งไทย-จีนก่อสร้างเสร็จ จะเป็นโอกาสที่ดีของสินค้าไทยที่จะสามารถกระจายสินค้าไปยังยุโรปและเอเชียกลางได้อย่างสะดวกและรวดเร็วในอนาคต


Tags:   China, จีน