การเมืองและเศรษฐกิจ

พัฒนาการของบรูไนฯ ในการปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเอง

27 Jul 2016   Views 1482




       สถานเอกอัครราชทูต ณ บันดาร์เสรีเบกาวัน รายงานว่า ในช่วงปี 2558 บรูไนฯ สามารถปลูกข้าวได้ 1,983 เมตริกตัน เพิ่มจาก 1,382 เมตริกตันในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 ของกำลังการผลิตทั้งหมด

       เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ตลอดจนการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูก และการปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงขึ้นทั้งพันธุ์ MRQ76 ของมาเลเซียและ BDR5 ที่พัฒนาโดย Department of Agriculture and Agrifood (DAA) ของบรูไนฯ  โดย BDR5 เป็นข้าวพันธุ์ผสมระหว่างข้าว Laila ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวใหม่ และข้าว Pusu พันธุ์ข้าวพื้นเมือง จึงทำให้ BDR5 เป็นข้าวที่ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี ทั้งนี้ โดยที่พื้นดินของบรูไนฯ ส่วนใหญ่มีความเป็นกรดสูง ไม่เหมาะกับการปลูกข้าว จึงต้องใช้ปุ๋ยที่มีส่วนผสมของปูนขาว เพื่อลดความเป็นกรดในดิน ซึ่งการปรับดินต้องใช้เวลานาน โดยบรูไนฯ ได้ทำการปรับดินบริเวณพื้นที่เพาะปลูก Wasan สำเร็จแล้ว และมีส่วนทำให้ผลิตข้าวได้มากขึ้น จาก 2.5 เมตริกตัน ต่อแปลง เป็น 3 เมตริกตันต่อแปลง ทั้งนี้ รัฐบาลบรูไนฯ ให้เงินอุดหนุนราคาปุ๋ยที่ใช้ในพื้นที่เพาะปลูกถึงร้อยละ 50 ของราคาตลาด

       นอกจากนี้ บรูไนฯ พยายามดำเนินการปรับปรุงด้านระบบชลประทานจัดสรรน้ำให้กับแปลงนาอย่างพอเพียง โดยมีโครงการบริหารจัดการเขื่อน Imang (Imang Dam) ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักสำหรับที่เพาะปลูกหลายแห่ง โดยจะเพิ่มปริมาตรน้ำให้ได้ร้อยละ 10 จากปัจจุบัน 8 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 8.8 ล้านลูกบาศก์เมตร และรวมถึงการปรับปรุงระบบการสูบน้ำ แต่ยังคงมีปัญหาในด้านประสิทธิภาพการส่งน้ำไปสู่แปลงนา

       อนึ่ง การตั้งเป้าหมายที่จะปลูกข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเองให้ได้ร้อยละ 60 ของการบริโภคในประเทศภายในปี 2558 เป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อปี 2552 และภายหลังที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ บรูไนฯ ก็ไม่ได้มีการตั้งเป้าหมายใด ๆ อีก

       สถานเอกอัครราชทูตฯ ให้ข้อคิดว่า การที่บรูไนฯ ยังมีศักยภาพที่จำกัดในการปลูกข้าว ทำให้บรูไนฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าข้าวต่อไป ซึ่งข้าวไทยน่าจะยังครองตลาดของบรูไนฯ มากกว่าของประเทศอื่น ๆ เนื่องจากได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในประเทศสูงที่สุด กอปรกับเมื่อมีการร่วมทุนระหว่างบริษัทเจียเม้งและกระทรวงการคลัง บรูไนฯ เพื่อตั้งบริษัท Brusiam สำหรับการค้าข้าวและน้ำตาล จึงทำให้บรูไนฯ ซื้อข้าวไทยจากบริษัทร่วมทุนนี้เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังมีบริษัทซีพีที่เป็นผู้ส่งออกข้าวไทยไปยังบรูไนฯ ด้วย โดยในปี 2558 บรูไนฯ นำเข้าข้าวจากไทยทั้งสิ้นราว 2.6 หมื่นตัน มูลค่าราว 844 ล้านบาท

       ขณะเดียวกัน แม้ว่าบรูไนฯ จะมีแนวทางที่จะปรับปรุงผลผลิตข้าวให้สูงขึ้นข้างต้น แต่อุปสรรคยังคงเป็นเรื่องของการนำไปปฏิบัติให้เกิดผล เนื่องจากต้องอาศัยความเข้าใจ และความชำนาญในทุกขั้นตอน ปัจจุบันมาเลเซียได้ให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีการปรับปรุงผลผลิตของข้าวแก่บรูไนฯ ทั้งนี้ โดยที่ไทยและบรูไนฯ ได้มี MOU ด้านการเกษตรมาตั้งแต่ มี.ค. 2558 เนื่องจากไทยมีความเชี่ยวชาญในการปลูกข้าว จึงสามารถมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในด้านนี้กับบรูไนฯ ได้

       ท้ายสุด อุปสรรคที่ท้าทายอีกประการหนึ่งสำหรับการปลูกข้าวของบรูไนฯ คือ คนบรูไนฯ ไม่นิยมที่จะเป็นชาวนา แม้จะมีการตั้งโรงเรียนสอนการปลูกข้าว แต่อาชีพชาวนาก็ยังไม่ได้รับความนิยม ส่วนใหญ่ผู้ที่ครองพื้นที่นาคือข้าราชการที่เกษียณอายุแล้ว โดยจ้างแรงงานต่างชาติเพื่อปลูกข้าว ดังนั้น แม้ว่าบรูไนฯ จะมีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี องค์ความรู้ในการปลูกข้าว แต่บรูไนฯ จำเป็นที่จะต้องมีจำนวนชาวนาที่มากพอเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการผลิตข้าวเพื่อเลี้ยงตัวเองให้ได้ร้อยละ 60