การเมืองและเศรษฐกิจ

ญี่ปุ่นรุกตลาดอาหารอาเซียนจับมือซีพี รับกำลังซื้อชนชั้นกลางโตพรวด

15 Aug 2014   Views 5639 ญี่ปุ่นรุกตลาดอาหารอาเซียนจับมือซีพี รับกำลังซื้อชนชั้นกลางโตพรวด

บริษัทอาหารและเครื่องดื่มจากญี่ปุ่นพาเหรดขยายการลงทุนในอาเซียน เพื่อตอบสนองดีมานด์ที่พุ่งสูงขึ้นจากการเพิ่มจำนวนของกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้น และยินดีจะจับจ่ายซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่ราคาสูง

วอลล์สตรีต เจอร์นัล ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มจำนวนของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงในประเทศแถบนี้ อย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กระตุ้นให้บริษัทเทรดดิ้งแถวหน้าของญี่ปุ่นอย่าง "อิโตชู" ตัดสินใจผนึกกำลังกับกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP) ในดีลมูลค่า 854 ล้านดอลลาร์ ผ่านการซื้อหุ้นของซีพีพี บริษัทลูกของซีพีที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง โดยตั้งเป้าตอบสนองต่อความต้องการเนื้อสัตว์และปศุสัตว์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในจีนตลอดจนเอเชียอาคเนย์

นอกเหนือจากจับมือกับกลุ่มซีพี แล้วอิโตชูยังร่วมทุนกับ เมกมิลค์ สโนว์แบรนด์ ผู้ผลิตสินค้าจากนม และ บริษัท พีที โรมาดาส ในอินโดนีเซีย เพื่อผลิตและจำหน่ายชีส ที่สามารถวางไว้ในอุณหภูมิปกติหลังแกะบรรจุภัณฑ์แล้ว โดยอิโตชูจะเป็นผู้นำเข้านมผงจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ส่งต่อให้กับเมกมิลค์ที่ดูแลด้านการผลิต ส่วนโรมาดาสเป็นผู้ดูแลการจัดจำหน่าย

เจ้าหน้าที่ของอิโตชูเปิดเผยว่า ทางบริษัทอาจพิจารณาส่งสินค้าไปขายนอกอินโดนีเซียถ้าธุรกิจไปได้สวย การซื้อหุ้นซีพีพีเป็นหนึ่งในดีลล่าสุดในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ที่สะท้อนถึงการรุกคืบของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นเข้ามาเจาะกลุ่มผู้บริโภคใน ย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "ประชากรราว 600 ล้านคนในภูมิภาคนี้ เศรษฐกิจกำลังเติบโตพร้อม ๆ ไปกับการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นโอกาสใหญ่สุดท้ายในเอเชีย-แปซิฟิก" นายเรียวอิชิ คิตะกาวะ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของอาซาฮี บริษัทผู้ผลิตเบียร์และเครื่องดื่มกล่าว

เดือนเมษายนที่ผ่านมา อาซาฮีเผยว่าเตรียมทุ่มเงิน 240 ล้านดอลลาร์ ซื้ออีติกา อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิงส์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์จากนมในอาเซียน หลังจากเข้าเทกโอเวอร์บริษัทเครื่องดื่มในมาเลเซียเมื่อปี 2554 ด้วยมูลค่า 200 ล้านดอลลลาร์ โดยอาซาฮีวางแผนจะผลิตและจำหน่ายกาแฟกระป๋องใส่นมข้นหวาน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับชาผสมนม เครื่องดื่มยอดนิยมของคนในย่านนี้

ปัญหาประชากรญี่ปุ่นลดจำนวนลงและสัดส่วนผู้สูงอายุพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่กดดันให้บริษัทในญี่ปุ่นต้องออกมาแสวงหาการเติบโตนอกบ้าน โดยเฉพาะธุรกิจที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นเป้าหมายลำดับต้น ๆ เพราะนอกจากตั้งอยู่ไม่ไกลจากญี่ปุ่นแล้ว ผู้คนในภูมิภาคนี้ยังมีทัศนคติค่อนข้างบวกต่อแดนอาทิตย์อุทัยด้วย

นายฮิโรอากิ นากายามะ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายพัฒนาธุรกิจผู้บริโภคทั่วโลกจากมิตซูบิชิมองว่า "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่แค่แหล่งซื้อวัตถุดิบอีกต่อไป เราต้องการเข้าไปป้อนสินค้าให้ภูมิภาคนี้ด้วย" มิตซูบิชิซึ่งเป็นบริษัทเทรดดิ้งเบอร์หนึ่งของญี่ปุ่นเมื่อวัดจากรายได้ ประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า เข้าซื้อหุ้น 80% ของบริษัทโอลาม เกรนส์ ออสเตรเลีย ด้วยมูลค่า 63 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีแป้งสาลีเพียงพอสำหรับป้อนตลาดเอเชียอาคเนย์

การเทกโอเวอร์โอลาม เกรนส์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มิตซูบิชิจับมือกับอัลฟ่า กรุ๊ป บริษัทค้าปลีกรายใหญ่สุดของอินโดนีเซีย ในการผลิตและจัดจำหน่ายขนมอบอย่างขนมปังและคุกกี้ในร้านค้าปลีกกว่า 8,000 สาขาของอัลฟ่าทั่วประเทศนอกจากนี้ มิตซูบิชิยังเป็นซัพพลายเออร์แป้งสาลีรวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ให้กับบริษัทยามาซากิ เบกกิง ที่มาเปิดโรงงานขนมอบใกล้กรุงจาการ์ตาด้วย

ด้านบริษัทเทรดดิ้งชั้นนำอีกหลายแห่งของญี่ปุ่นก็ไม่มีใครยอมตกขบวนต่าง พยายามหาพันธมิตรเพื่อเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ซูมิโตโมะ ผนึกกำลังกับเชอิล เจดัง จากเกาหลีใต้ ทุ่ม 44 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานแป้งสาลีในเวียดนาม ซึ่งมีกำหนดเปิดเดินสายการผลิตในเดือนมีนาคมปีหน้า

ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลสำหรับบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น คือ การแข่งขันอันดุเดือด เพราะไม่ใช่แค่เพียงภาคธุรกิจจากแดนปลาดิบเท่านั้นที่มองเห็นโอกาสในภูมิภาคนี้ บริษัทระดับโลกอย่างเคลล็อกส์และเนสท์เล่ก็กำลังขยายฐานการลงทุนใน 10 ประเทศสมาชิกอาเซียนเช่นกัน

"อาเซียนกำลังโดดเด่น แต่ขณะเดียวกันก็หมายความว่า ทุกสายตาจับจ้องมาที่ภูมิภาคนี้ คุณต้องเหนือกว่าคนอื่นในหนึ่งหรือสองด้าน และต้องเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วด้วย มิฉะนั้นอะไร ๆ จะพลิกผันในชั่วพริบตา" นายฮิโรชิ ซาจิ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์มิซูโฮะ ซีเคียวริตีส์ให้ความเห็น



ขอบคุณข้อมูลและภาพถ่ายจาก : www.thaibiz.net