การเมืองและเศรษฐกิจ

สรุปการสัมมนาเรื่อง "การศึกษาความเป็นไปได้การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างไทย - เกาหลีใต้"

21 Oct 2014   Views 150620 สรุปการสัมมนาเรื่อง "การศึกษาความเป็นไปได้การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างไทย - เกาหลีใต้"

เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ กระทรวงการต่างประเทศร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จัดการสัมมนาเรื่อง "การศึกษาความเป็นไปได้การจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างไทย – เกาหลีใต้"

โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนากว่า ๑๐๐ คนจากส่วนราชการ ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป

ในช่วงแรกของการสัมมนาได้มีการกล่าวถึงที่มาของการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Arrangement: CEPA) ว่าไทยและเกาหลีใต้ยังคงมีมูลค่าการค้าการลงทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นและจีน ทั้งที่ไทยและเกาหลีใต้ต่างก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง อีกทั้งคู่แข่งในอาเซียนของไทย เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียต่างมีการเจรจาทำ FTA กับเกาหลีใต้นอกเหนือจากความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลี (ASEAN-Korea Free Trade Agreement: AKFTA) ทำให้ไทยจำเป็นต้องพิจารณาว่าการมี CEPA จะช่วยเพิ่มการลงทุนระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ได้หรือไม่ จึงได้มีการเสนอประเด็นนี้ต่อรัฐบาล อันนำไปสู่ข้อตกลงของผู้นำสองฝ่ายในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และข้อดี ข้อเสียของการจัดทำความร่วมมือดังกล่าว โดยมี สกว. เป็นผู้สนับสนุนและ TDRI เป็นผู้ศึกษา

ผศ.ดร. วิศาล บุปผเวสหัวหน้าคณะวิจัย และ ดร. อัครพล ฮวบเจริญ จาก TDRI ได้นำเสนอผลการศึกษา พบว่า CEPA น่าจะช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ทั้งสองฝ่าย โดยเป็นการต่อยอดและลดทอนอุปสรรคจาก AKFTA ทั้งในด้านการค้า การลงทุน บริการทรัพย์สินทางปัญญา และแรงงาน อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคทางภาษี กล่าวคือ อุปสรรคทางภาษีของเกาหลีใต้ต่อไทยจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มสินค้าเกษตร ในขณะที่อุปสรรคทางภาษีของไทยต่อเกาหลีใต้มักจะกระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรม หากมีการลดอุปสรรคทางภาษี สินค้าไทยที่มีโอกาสสูงอันดับต้นๆ เช่น อาหารทะเลกระป๋อง น้ำเชื่อม ข้าวโพดหวานกระป๋อง เอทิลแอลกอฮอลล์ จะสามารถเข้าไปทำตลาดในเกาหลีใต้ได้ นอกจากนี้ ไทยยังต้องพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการอำนวยความสะดวกด้านการค้าอื่นๆ ตลอดจนใช้แรงจูงใจด้วยการลดภาษีเครื่องจักรซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าของตน

ในการสัมมนาในครั้งนี้ ได้มีการอภิปรายและแสดงความคิดเห็นจากภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคประชาสังคม โดยมี รศ.ดร. ปัทมาวดี โพชานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ สกว. เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรม ได้แสดงความคิดเห็นไว้ว่า การจัดทำ CEPA ควรยกเอาสินค้าที่ไทยเสียเปรียบใน AKFTA มาเจรจาในกรอบ CEPAโดยเน้นให้ไทยได้รับผลประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปัจจุบันได้มีการจัดตั้งมาตรการกีดกันทางการค้าใหม่ๆ ประกอบกับคู่แข่งของไทยต่างก็มีการเจรจาจัดทำ FTA โดยตรงกับเกาหลีใต้ ไทยจะเสียเปรียบหากไทยไม่มีการเจรจา FTA กับเกาหลีใต้ และเป็นที่น่าสนใจว่า เกาหลีใต้เป็นตลาดที่เก่าแก่ของไทย แต่เติบโตช้าเมื่อเทียบกับตลาดส่งออกอื่นๆ ของไทย เช่น จีน สหรัฐฯ EU จึงเห็นว่าไทยยังสามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกไปเกาหลีใต้ได้อีก

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ก็มีนโยบายคุ้มครองภาคการเกษตรอย่างมาก เช่น กุ้ง ที่ให้สิทธิ MFN แก่ไทยในการนำเข้ากุ้งไทยที่อัตราภาษีร้อยละ ๒๐ ซึ่งนับว่าสูงมาก นอกจากนี้ เกาหลีใต้กำหนดโควตานำเข้ากุ้งแช่แข็งจากอาเซียนรวม ๕,๐๐๐ ตัน ซึ่งไทยได้รับสิทธิช้ากว่าประเทศอื่น ๒ ปี ทำให้เสียเปรียบอินโดนีเซียและเวียดนามที่ใช้โควตากว่าร้อยละ ๕๐ ไปแล้ว น้ำตาลเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง (highly sensitive list) ซึ่งหากสามารถเจรจาปรับให้อยู่ในรายการสินค้าปกติได้ (normal list) ก็จะช่วยให้ไทยสามารถส่งออกน้ำตาลได้มากขึ้น รวมทั้งไทยมีศักยภาพในการผลิตอาหารสำเร็จรูป โดยมีศักยภาพการส่งออกเป็นอันดับ ๑ ของโลก และพยายามพัฒนามาตรฐานสินค้าให้ทันสมัยโดยเฉพาะด้านความปลอดภัยของอาหารซึ่งมักถูกใช้เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอย่างหนึ่ง แต่ยังส่งออกไปยังเกาหลีใต้ได้ไม่มากเท่าที่ควร ดังนั้น CEPA จะสามารถช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ได้บ้าง และความเป็นไปได้ที่ไทยจะตั้งโรงงานผลิตและส่งขายในแหล่งวัตถุดิบในเกาหลีใต้

นอกจากนี้ นายวิศิษฐ์ฯ ยังให้ความคิดเห็นว่า ธุรกิจเกาหลีใต้ที่เข้ามาลงทุนในไทยมักจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กและมีค่อนข้างน้อย ซึ่งหากเราสามารถส่งเสริมให้บริษัทใหญ่สามารถเข้ามาลงทุนได้ ก็สามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดให้บริษัทเล็กเข้ามาลงทุนมากขึ้น

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า ไทยสามารถเรียนรู้จากเกาหลีในเรื่องการย้ายฐานการผลิตสินค้าประเภท Soft Goods เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า สินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไปยังต่างประเทศ โดยให้เป็นฐานการผลิตสินค้าที่เน้นปริมาณเพราะค่าจ้างแรงงาน ถูกกว่าผลิตในเกาหลีใต้และให้คงฐานการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสินค้าเพิ่มมูลค่าที่เน้นจำหน่ายในตลาดภายในประเทศให้ตั้งอยู่ในเกาหลีใต้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ไทยยังมีแบรนด์สินค้าไทยที่ติดตลาดเกาหลีใต้ เช่น Grayhound, Jaspal, Naraya แต่ผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ ก็ยังไม่กล้าที่จะเข้าไปลงทุนในเกาหลีใต้ เนื่องจากยังไม่เห็นตัวอย่างความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ไทยควรเชื่อมโยงประเด็นนี้ในการเจรจาในกรอบ AKFTA หรือ CEPA

ไทยอาจขยายความร่วมมือกับเกาหลีใต้ในประเด็นด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณภาพวัตถุดิบและสินค้าในอนาคต เช่นการขอให้เกาหลีใต้มาตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานสินค้าในไทยเพื่อการเรียนรู้วิธีการในการพัฒนาสินค้าไทยให้มีมาตรฐาน คุณภาพและมูลค่าสูงขึ้น นอกจากนี้นายยุทธนาฯ ยังมองว่า การมี FTA แบบทวิภาคีจะช่วยกดดันให้มีการลดอุปสรรคทางการค้าและเป็นการต่อยอด FTA ระดับภูมิภาคระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา และ CEPA น่าจะเป็นประโยชน์เสริมขึ้นจากการทำ AKFTA ได้

ผศ.ดร. อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อคิดเห็นว่า ปัจจุบันไทยใช้ประโยชน์จาก AKFTA ได้ไม่เต็มที่ ซึ่งต้องพิจารณาว่าเกิดจากระเบียบเดิมของ AKFTA หรือไม่ โดย ผศ.ดร. อาชนัน กล่าวว่า CEPA ควรจะต่อยอดจาก AKFTA ในการเปิดตลาดของทั้งสองฝ่ายให้มากขึ้นและตรงประเด็นมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ไทยเองก็ต้องเตรียมการรับมือกับการเปิดเสรีที่เกาหลีใต้จัดทำ FTA กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกในระยะ ๕ ปีที่ผ่านมา และควรมียุทธศาสตร์แบบบูรณาการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน คือการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ และนำเครื่องจักรเก่าออกไปยังโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านและจ้างแรงงานต่างด้าวแทนการจ้างแรงงานในประเทศสำหรับโรงงานที่ยังไม่พร้อมออกไปลงทุนในต่างประเทศ ผู้ประกอบการที่ต้องการขยายกิจการไปต่างประเทศควรตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อเป็นฐานไปยังภูมิภาค ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตได้ทั้งสินค้าคุณภาพสูงในประเทศและสินค้าตลาดทั่วไปในต่างประเทศที่เป็นการผลิตปริมาณมาก

ในช่วงสุดท้ายของการสัมมนา ผู้ร่วมสัมมนาได้ให้ข้อเสนอแนะแก่คณะวิจัยศึกษาเพิ่มเติมในประเด็นกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชนโดยใช้อนุญาโตตุลาการ (Investor-state Dispute Settlement: ISDS) และทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อมิให้ไทยเสียเปรียบ โดยสนับสนุนการศึกษาเรื่องการถ่ายทอดด้านนวัตกรรมและเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจาหลักกับเกาหลีใต้ในการเจรจาจัดทำ CEPA โดยทางอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกได้ชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศสามารถเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำความร่วมมือดังกล่าว แต่หากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจจะเปิดการเจรจา CEPA จริงก็สามารถเลือกหัวหน้าคณะที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มาจากกระทรวงการต่างประเทศ แต่เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติได้อย่างเต็มที่



ที่มาของข่าว กรมเอเชียตะวันออก