การเมืองและเศรษฐกิจ

การเสวนานโยบาย "One Belt, One Road" ของจีน

11 Aug 2015   Views 10208 การเสวนานโยบาย "One Belt, One Road" ของจีน

เมื่อวันที่ ๘ กรกฏาคม ๒๕๕๘ กรมเอเชียตะวันออก โดยความร่วมมือกับสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต จัดการเสวนาเรื่องนโยบาย “One Belt, One Road” ของจีน ระหว่างเวลา ๑๓.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องวิเทศสโมสร โดยมีนางพันทิพา เอี่ยมสุทธา เอกะโรหิต รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก เป็นผู้ดำเนินรายการ


วิทยากร ๕ ท่าน ประกอบด้วย รศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ผู้อำนวยการสถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ ม.รังสิต นายสมปอง สงวนบรรพ์ คณบดีสถาบันการทูตและการต่างประเทศ ม.รังสิต นายชัยรัตน์ พรทิพย์วรเวทย์ ผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออก ๓ กรมเอเชียตะวันออก น.อ. วชิรพร วงศ์นครสว่าง รน. ผู้อำนวยการกองวิชาความมั่นคงและวิชาพิเศษฝ่ายวิชาการ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ และนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานต่าง ๆ รวม ๑๔๐ คน ทั้งนี้ การเสวนาดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางวิชาการที่กรมเอเชียตะวันออก ให้การสนับสนุนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับจีน

เป็นที่ทราบกันว่า ข้อริเริ่มเส้นทางสายไหมทางบกทางทะเล (One Belt, One Road) เป็นนโยบายที่ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวเป็นครั้งแรกระหว่างการเยือนภูมิภาคเอเชียกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อปลายปี ๒๕๕๖ และได้ผลักดันข้อริเริ่มดังกล่าวในทุกเวที โดยจีนได้ย้ำว่าวัตถุประสงค์หลักของข้อริเริ่มนี้ คือ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงภายในประเทศและระหว่างจีนกับภูมิภาคต่าง ๆ โดยที่ผ่านมาได้ประกาศเรื่องการก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank หรือ AIIB) และการจัดตั้งกองทุนเส้นทางสายไหมภายใต้ข้อริเริ่มนี้ด้วย

เส้นทางสายไหมทางบก (หรือที่จีนประกาศภายใต้ชื่อ "Silk Road Economic Belt") มีทั้งเส้นทางสายไหมเดิมทางด้านเหนือ และเส้นทางสายไหมใหม่ด้านใต้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และเส้นทางสายไหมทางทะเล (หรือที่จีนประกาศภายใต้ชื่อ "The 21st Century Maritime Silk Road") ซึ่งมีการปรับจากเส้นทางการค้าทางทะเลของจีนในอดีตให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมในศตวรรษที่ ๒๑

โดยรวมแล้ว ผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งมีผู้แทนภาคเอกชนด้วยต่างเห็นว่า ข้อริเริ่ม "One Belt, One Road" มีนัยสำคัญกล่าวคือ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของจีนในการบรรลุนโยบาย "ความฝันของจีน (China’s Dream)" เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีอย่างทั่วหน้าแก่ประชาชนจีน เป็นความพยายามของรัฐบาลจีน

ในการ "ปฏิรูปและเปิดประเทศ" เชิงลึกเพื่อตอบสนองสถานการณ์ชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตามมณฑลต่าง ๆ และจะช่วยสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกับประเทศต่าง ๆ บนเส้นทางสายไหมรวมทั้งไทย โดยเฉพาะในแง่ศักยภาพด้านการค้าและการลงทุน เป็นนโยบายที่ใช้ “การค้านำการเมือง” รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของไทย ประเทศในภูมิภาคและอาเซียน (ASEAN Connectivity) และท้ายสุดจีนประสงค์จะเป็นผู้สร้างกติกาและทางเลือกใหม่ (rule maker) เช่น การจัดตั้ง Asian Infrastructure Investment Bank (AIIB) นอกเหนือจาก World Bank และ Asian Development Bank เพื่อการส่งเสริมการใช้เงินหยวนในการทำธุรกรรม

หลายฝ่ายเห็นว่า แนวคิดนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ไทยตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งการที่ไทยควรวางตัวเป็นกลางระหว่างค่ายการค้าใหญ่ทั้ง ๓ ค่าย (สหรัฐฯ และพันธมิตร กลุ่มประเทศ BRICS และตะวันออกกลาง) เพื่อที่ไทยจะได้สามารถได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ แนวคิดเส้นทางสายไหมโดยเฉพาะเส้นทางทางทะเลมิใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับไทยแต่อย่างใด เนื่องจากราชอาณาจักรไทยในสมัยโบราณเคยใช้เป็นเส้นทางเชื่อมสันถวไมตรีและติดด่อค้าขายกับจีนมานานร่วมพันปี