ปกิณกะ

อุตสาหกรรมไฮเทคมณฑลส่านซีกับโอกาสสู่การลงทุนในไทย

17 Nov 2015   Views 13005 อุตสาหกรรมไฮเทคมณฑลส่านซีกับโอกาสสู่การลงทุนในไทย

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศจีน เป็นที่น่าจับตามอง เพราะในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศจีนได้สร้างแบรนด์สินค้าติดตลาดโลกได้อย่างมากมาย การที่จีนก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ปัจจัยหลักมาจากรัฐบาลของจีนเห็นความสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถบ่งบอกความสำเร็จในด้านเศรษฐกิจ

แผนสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฉบับแรกของประเทศเริ่มขึ้นเมื่อในปี 1997 ในสมัยของเติ้ง เสี่ยวผิง โดยสภาคณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งชาติและคณะกรรมการแผนงานแห่งรัฐได้ร่วมกันลงนามใน แผนการพัฒนาศูนย์ทดลองทางด้าน ฟิสิกส์ชั้นสูง《关于加快建设高能物理试验中心的请示报告》จัดซื้อเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนอิเล็กตรอนเพื่อสนับสนุนงานวิจัย [1]

ผลจากการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีจากรัฐบาลกลางโดยในปี 2006 รัฐบาลประกาศแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ระยะปี 2006-2020) โดยมีเป้าหมายสำคัญในปี 2020 ไว้ดังนี้

  1. สัดส่วนการเติบโตของการวิจัยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2.5 ของมูลค่าผลผลิตมวลรวมทั้งประเทศ
  2. ร้อยละ 60 ของมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจต้องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
  3. การเป็นแหล่งผลงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีที่ได้รับการอ้างอิงไม่ต่ำกว่าลำดับที่ 5 ของโลก [2]

รวมไปถึงความพยายามปรับเปลี่ยนทิศทางของภาคอุตสาหกรรมการผลิตสู่การผลิตที่มีมูลค่าสูง ซึ่งนั่นหมายถึงความต้องการในเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ในการผลิตจะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสนับสนุนให้วิสาหกิจต่างชาติที่มีความชำนาญเฉพาะด้านเข้าร่วมลงทุน สอดคล้องกับข้อมูลจาก KPMG ที่ระบุว่าประเทศจีนกลายมาเป็นประเทศที่มีตลาดอุปกรณ์การสื่อสารและอุปกรณ์มือถือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเมื่อ ก.ย. 2014 อินเทลทุ่มงบประมาณกว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในการผลิตชิปความจำในอุปกรณ์สื่อสารที่คาดว่าจะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ถึงร้อยละ 20 [3]

ต่อมาภายหลังการปรับทิศทางดัชนีการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก "ปริมาณ (quantity growth)" มุ่งสู่ "คุณภาพ (quality development)" ของรัฐบาลยุคปธน.สี จิ้นผิง วิสาหกิจจำนวนมากเริ่มลงทุนในวิสาหกิจภาคใหม่ที่นอกเหนือไปจากการใช้ทรัพยากรหรือตามแนวทางปฏิบัติเดิม

กลุ่มวิสาหกิจภาคใหม่ประกอบไปด้วย

  1. กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง
  2. กลุ่มเกษตรกรรมและอาหาร
  3. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์
  4. ภาคบริการ [4]

และถึงแม้สภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทั้งในและต่างประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมารวมไปถึงปัญหาค่าแรงขั้นต่ำและราคาต้นทุนในพื้นที่ต่างๆ ของจีนที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้หลายวิสาหกิจเลือกที่จะย้ายฐานการผลิตไปยังพื้นที่อื่นๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมไฮเทค

นอกจากนี้ เมื่อปี 2014 รัฐบาลจีนประกาศนโยบายจูงใจทางด้านการลงทุนหลายข้อเพื่อดึงดูดวิสาหกิจไฮเทคต่างชาติ เช่น Opinions on accelerating the transformation and innovative development of state-level economic and technological development zone ที่สนับสนุนการลงทุนในภาคการผลิตของอุตสาหกรรมไฮเทครวมถึงภาคบริการที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่สำคัญของจีนต่อไป ได้แก่ การให้ความสำคัญแก่โครงการวิจัยและพัฒนาที่คาดการณ์ว่า จากนี้ต่อไปอีกไม่กี่ปีจีนจะเป็นประเทศที่ทุ่มงบประมาณ เพื่อการศึกษาและวิจัยมากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา


จีนตะวันตกกับพัฒนาการในอุตสาหกรรมไฮเทค

ถึงแม้ปัจจุบันกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ จะเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่รัฐบาลท้องถิ่นจากหัวเมืองระดับรอง (tier-two,tier-three) ต่างก็พยายามผลักดันให้มีการลงทุนทางการวิจัยและเทคโนโลยีในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และหากจะกล่าวถึงหัวเมืองที่มีการผลักดันด้านการวิจัยและเทคโนโลยีเป็นพิเศษในพื้นที่จีนตะวันตกแล้ว นครฉงชิ่ง นครซีอาน และนครเฉิงตู ถือเป็นเมืองใหญ่ทางภาคตะวันตกของจีนที่มีพัฒนาการด้านการวิจัยและพัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม

 
Chengdu (2014) Xi’an (2014) Chongqing (2014)
GDP: 1.006 Trillion RMB (12.1%) 547.48 Billion RMB (9.9%) 1.427 Trillion RMB (12.3%)
FDI in actual use: 100.16 Million USD 37.03 Million USD 106.29 Million USD
Colleges & Universities: 17 [5] 32 [6] 21 [7]

ปัจจัยส่งเสริมเพิ่มเติมที่ทำให้นครซีอานมีพัฒนาการด้านการวิจัยด้านเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ได้แก่

  1. การประกาศเป้าหมายการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะด้านการวิจัยและการศึกษาอย่างจริงจัง
    โดยในปี 1999 มณฑลส่านซีได้รับประโยชน์จากนโยบายมุ่งสู่ตะวันตก (Go west policy) ของรัฐบาลจีนให้เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายหลักในการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
  2. เป็น "Talent Pool" ของประเทศจีน
    ด้วยจำนวนของสถานศึกษาที่มีปริมาณมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศและมีการสถาบันการเรียนการสอนเฉพาะทาง (Technical education) มากมาย ทำให้นครซีอานมีบัณฑิตจบใหม่ในแต่ละปีสูงถึง 200,000 คน
  3. นโยบายทุนสนับสนุนผ่าน "Xi’an Overseas Chinese scholars Pioneering Park"
    โดยรัฐบาลส่านซีก่อตั้งทุนดังกล่าวตั้งแต่ปี 1998 ใช้งบประมาณกว่า 365 ล้านหยวนเพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาไปศึกษาต่อในต่างประเทศโดยเน้นในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ชีวภาพ ยาและการผลิตในอุตสาหกรรมใหม่ โดยปัจจุบันรัฐบาลประสบความสำเร็จในการสร้าง "หัวกะทิ" ด้านเทคโนโลยีที่กลับสู่นครซีอานแล้วกว่า 1,000 คน โดยกระจายอยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนาทางด้านข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ สถานศึกษาและบริษัทชั้นนำ จึงทำให้นครซีอานเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับวิสาหกิจที่กำลังมองหาพื้นที่การลงทุน
  4. นโยบายจูงใจด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคที่หลากหลาย อาทิ
    • 4.1) การประกาศนโยบายปลอดค่าธรรมเนียมการลงทุนของเขต Xi’an High-tech zone เพื่อจูงใจนักลงทุนในปี 2012
    • 4.2) การประกาศนโยบายดึงดูดเขตอุตสาหกรรมปลอดค่าธรรมเนียมเพื่อจูงใจนักลงทุนเป็นแห่งแรกในพื้นที่จีนตะวันตก
    • 4.3) มาตรการค้ำประกันความเสี่ยงในการลงทุนและให้เงินอุดหนุนในวิสาหกิจขนาดใหญ่ (Large Scale industries) ที่มีผลประกอบการสูงกว่า 5 ล้านหยวนขึ้นไปของ คกก.เขต
    • 4.4) นโยบายการจัดหาเงินทุนสำหรับการค้ำประกันรวมไปถึงเงินอุดหนุนเพื่อสนับสนุนแก่วิสาหกิจ รวมไปถึงเงินอุดหนุนวิสาหกิจทางด้านเทคโนโลยี เป็นต้น

การลงทุนของวิสาหกิจขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีในนครซีอานในช่วงที่ผ่านมา

ปัจจุบันดัชนีความเป็นผู้นำในด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีในหัวเมืองชั้นรองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยนครหนานจิง มณฑลเจียงซูและนครฉงชิ่ง มีดัชนีการเติบโตเป็นอันดับ 1 ตามด้วยนครซีอาน นครต้าเหลียน[8] ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการเป็นฐานการวิจัยและการผลิตด้านเทคโนโลยีที่สำคัญของนครซีอาน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีวิสาหกิจขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อยตัดสินใจเข้าลงทุนในพื้นที่ อาทิ

  • ในปี 2009 Applied Materials ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์รายใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในนครซีอานขนาด 400,000 ตารางฟุต
  • ในปี 2010 IBM ตัดสินใจสร้างศูนย์วิจัยและ พัฒนาด้านซอฟต์แวร์ (Rational Software analyzer) เป็นแห่งเดียวและแห่งแรกของพื้นที่จีนตะวันตก [9]
  • ใน ปี 2012 Samsung ลงทุนก่อสร้างศูนย์การวิจัยและผลิตชิปความจำในอุปกรณ์สื่อสารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย
  • ในปี 2014 Micron ยักษ์ใหญ่ด้าน Semiconductor เพิ่มการลงทุนในนครซีอาน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยมีเขตอุตสาหกรรมไฮเทคด้านต่างๆ เป็นฐานรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมไฮเทค ได้แก่
  1. Xi’an High tech industry development zone
    เขตพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงนครซีอาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม ปี 1991 โดยมติเห็นชอบจากสภาแห่งชาติภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (MOST) และถือได้ว่าเป็นเขตพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศจีนอีกด้วย
  2. Xi’an Yanliang National Aviation Hi-tech Industrial Base
    ฐานการผลิตอากาศยานแห่งชาติเอี๋ยนเหลียง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี 2004 ตามมติคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ ตั้งอยู่บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของนครซีอาน โดยเป็นเขตอุตสาหกรรมผลิตอากาศยานชั้นสูงของนครซีอานที่ครบวงจร ครอบคลุมทั้งด้านการวิจัย ออกแบบ ผลิต และประกอบชิ้นส่วนและตัวเครื่องบิน ตลอดทั้งยังเป็นเขตฝึกอบรมทางด้านการบินที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชียอีกด้วย
  3. Xi’an Economic and Technology Development Zone
    เขตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีนครซีอานก่อตั้งขึ้นในปี 1993 เพื่อเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าเพื่อการส่งออกเป็นฐานที่ตั้งของวิสาหกิจมากกว่า 3,600 รายโดยเขตการผลิต เพื่อการส่งออกที่ตั้งอยู่ภายในเขตเศรษฐกิจฯ นี้ สามารถส่งออกสินค้าผ่านบริการ One stop ของศุลกากรได้ทั้งหมด
  4. Sino-Russian Silk road High-tech industrial park
    เขตความร่วมมือแห่งใหม่ระหว่างประเทศจีนและประเทศรัสเซีย โดยอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอาคารที่ทำการเฟสแรก ณ เขตซีเสียนในนครซีอาน ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยให้ประเทศจีนโดยเฉพาะในพื้นที่นครซีอาน พัฒนาศักยภาพด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่ประเทศรัสเซียมีความชำนาญโดยเฉพาะเทคโนโลยีการผลิตอากาศยานพาณิชย์

มณฑลส่านซีกับเป้าหมาย Go Global ด้านเทคโนโลยี

ประเทศจีนเริ่มผลักดันนโยบาย Going out อย่างจริงจังในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ปรากฏข้อมูลการส่งเสริมการลงทุนของประเทศจีนในต่างประเทศทั้งในส่วนของภาคเอกชนและภาครัฐบาลตั้งแต่ระดับมณฑล อาทิ การให้ทุนกู้ยืมและลดมาตรการทางภาษีรวมถึงการออกแบบกฎเกณฑ์ที่ส่งเสริมการกระจายตัวของการลงทุนในสาขาต่างๆของรัฐบาลจีน เพื่อลดการแข่งขันกันเองของบริษัทจีนในสาขาที่มีการแข่งขันสูง รวมไปถึงการส่งเสริมความร่วมมือ การจัดทำบันทึกความเข้าใจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ สอดคล้องกับข้อมูลจากศ.ดร. ซ่ง หง นักวิจัยจากสถาบันสังคมศาสตร์ (Chinese Academy of Social Science) ที่ได้กล่าวไว้ว่า " ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาประเทศจีนมีอัตราการออกไปลงทุนของวิสาหกิจในต่างประเทศสูงกว่าการดึงดูดวิสาหกิจต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศจีน เนื่องจากมีสิทธิพิเศษจากข้อตกลงความร่วมมือ เงื่อนไขพิเศษหรือข้อยกเว้นต่างๆที่จีนได้รับมีมากขึ้น "

และแม้ในปัจจุบันมณฑลส่านซียังคงให้ความสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนจากวิสาหกิจต่างชาติอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันมณฑลส่านซียังได้พยายามผลักดันให้วิสาหกิจที่มีศักยภาพออกไปลงทุนยังต่างประเทศด้วย ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมามณฑลส่านซีก้าวเข้าสู่ยุคของการปรับเปลี่ยนรูปแบบอุตสาหกรรมจากการรับจ้างเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับบริษัทต่างๆ ทำให้พัฒนาตัวเองจาก "โรงงานของโลก" สู่การเข้าไปสร้างโรงงานหรือการเข้าร่วมทุนในประเทศต่างๆ ข้อมูลสถิติ สนง.พาณิชย์ส่านซีจนถึงเดือนก.ค. 2015 มณฑลส่านซีมีวิสาหกิจที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศแล้วจำนวน 328 บริษัทใน 50 ประเทศ (เขตปกครองพิเศษฮ่องกง คีร์กีซสถาน แคนาดา ไทย สหรัฐอเมริกา เป็นหลัก) คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 2,570 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต, ค้าปลีก, ขุดสำรวจแร่ธาตุและอสังหาริมทรัพย์ [10]

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจ Outsourcingของมณฑลส่านซีจำนวน 96 บริษัทออกไปลงทุนยังทวีปแอฟริกาและทวีปเอเชีย ในกลุ่มประเภทโลจิสติกส์ วิศวกรรมไฟฟ้าและด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นหลัก คิดเป็นมูลค่า 1,790 ล้านเหรียญสหรัฐ ล่าสุดเป็นการก้าวออกไปลงทุนในธุรกิจซอฟแวร์เพื่อการขุดสำรวจน้ำมัน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีพื้นที่ครอบคลุมตามแผนยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมทางบกของรัฐบาล


ประเทศไทยกับโอกาสการเป็นฐานรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของมณฑลส่านซีในอนาคต

ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่มีศักยภาพเหมาะสมที่สามารถรองรับการลงทุนจากต่างประเทศในหลายภาคอุตสาหกรรม หนึ่งในนั้นได้แก่ อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี ที่ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจากธนาคารโลกให้เป็นประเทศน่าลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ (Newly Emerging Industry) อันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการมีแรงงานมีฝีมือที่มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับ [11] และการมีนโยบายสนับสนุน และให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมเกิดใหม่จากภาครัฐเพิ่มเติม โดยโครงการลงทุนในประเภทวิสาหกิจข้างต้นจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งการลงทุนในด้านดังกล่าวมีโอกาสรองรับอัตราการขยายตัวของการออกไปลงทุนยังต่างประเทศของวิสาหกิจจีน รวมถึงสอดคล้องกับแผนการสนับสนุนให้วิสาหกิจด้านซอฟแวร์และเทคโนโลยี ออกไปลงทุนในต่างประเทศของมณฑลส่านซีด้วย โดยปัจจุบันเริ่มมีวิสาหกิจส่านซีเลือกลงทุนในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอาเซียน [12]

อุตสาหกรรมเกิดใหม่ จำนวน 15 ประเภท ดังนี้
  1. Economic forest plantations (except for eucalyptus)
  2. Creative product design and development centers
  3. Manufacture of airframes, airframe parts and major aircraft appliances, e.g. engines, aircraft parts, propellers and avionics
  4. Electronic design
  5. Software
  6. Energy Service Companies (ESCO)
  7. Industrial zones or technology industrial zones
  1. Cloud services
  2. Research & Development
  3. Biotechnology
  4. Engineering design
  5. Scientific laboratories
  6. Calibration services
  7. Vocational training centers
  8. Production of electricity or steam power from waste or refuse-derived fuel

นอกจากนี้ UNCTAD ยังได้จัดอันดับให้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 8 ของประเทศที่มีความสะดวกในการลงทุนของต่างประเทศ13 ข้อมูลจาก BOI ระบุว่าประเทศไทยมีแผนการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการขนส่งระยะยาว (2012-2020) โดยเป็นแผนการพัฒนาเส้นทางการขนส่งระบบรางความเร็วสูง (High speed Railway) ที่จะเชื่อมโยงเข้ากับระบบการขนส่งทางทิศเหนือ ใต้และตะวันตกของไทยเข้ากับทางตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยเป็น Hub of Asean ที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นฐานเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญด้วยการมีท่าเรือน้ำลึก 6 แห่ง ท่าเรือแม่น้ำระหว่างประเทศ 2 แห่งที่สามารถเป็นพื้นที่รองรับการกระจายสินค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้เป้นอย่างดี


บทสรุป

ปัจจุบันรัฐบาลกลางรวมไปถึงรัฐบาลท้องถิ่นของจีนให้การสนับสนุนวิสาหกิจที่มีศักยภาพและความชำนาญเฉพาะทางออกไปลงทุนยังต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งความท้าทายโดยเฉพาะสำหรับวิสาหกิจจากจีนตะวันตก และเป็นก้าวสำคัญในการเริ่มต้นเป็น technology provider จากเดิมที่เป็นเพียงฐานการผลิตให้แก่วิสาหกิจต่างประเทศ ประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีเสรีภาพทางการลงทุน รวมถึงความหลากหลายในภาคอุตสาหกรรม มีข้อได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนจากประเทศจีนที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัย รวมทั้งได้เปรียบในการเป็นประเทศหนึ่งในบนยุทธศาสตร์ความร่วมมือเส้นทางสายไหมทางทะเล และไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ (ศูนย์กลางอาเซียน) ที่สามารถเป็นฐานเชื่อมโยงกับประเทศใกล้เคียงให้แก่ประเทศจีนได้



ข้อมูลอ้างอิง

  1. http://dangshi.people.com.cn/n/2014/1223/c85037-26258044.html
  2. http://www.kpmg.com/DE/de/Documents/China-360-Issue11-201308-new-frontier-for-global-R-and-D-2013-KPMG.pdf
  3. https://hal.inria.fr/file/index/docid/686389/filename/FMSH-WP-2012-07_Fabre-Grumbach.pdf
  4. Dealogic, accessed 4 January 2015, KPMG analysis
  5. https://en.wikipedia.org/wiki/Category:Universities_and_colleges_in_Chengdu
  6. https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_universities_and_colleges_in_Shaanxi
  7. https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_universities_and_colleges_in_Chongqing
  8. ข้อมูลจากรองผอ.กองวิจัยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ว่าน เผิงหยวน Engineers in smaller cities top innovation drive http://www.chinadaily.com.cn/business/2015-09/30/content_22017141.htm
  9. http://www.kpmg.com/ES/es/Internacionalizacion-KPMG/Documents/China-Outlook-2015.pdf
  10. http://news.eastday.com/eastday/13news/auto/news/china/u7ai4246399_K4.html
  11. ในปี 2013 HSBC จัดอันดับแรงงานมีฝีมือ (Skilled Labor)ที่มีศักยภาพเป็นที่ยอมรับ ไทยเป็นลำดับ 1 และมีสิงคโปร์ มาเลเซียตามมา
  12. ข้อมูลจากนางซุนเสี่ยวหนิง(孙小宁)ผู้จัดการฝ่ายการส่งออกสินค้ากล่าวว่า “โดยเฉพาะภายหลังการเปิดประชาคมอาเซียนที่ Shaanxi Fast Auto Drive Group จะผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าไปยังประเทศต่างๆในเขตอาเซียน โดยใช้ไทยเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆอยู่แล้ว จึงเป็นพื้นที่ที่ได้เปรียบในการจัดตั้งโรงงานและสะดวกต่อการจัดหาซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนต่างๆในประเทศอีกด้วย” Fast Gear Auto Drive (Thailand) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชในจ.ระยอง (Hemaraj Rayong Industrial Land: Hemaraj RIL) โดยใช้เงินลงทุน100.67 ล้านหยวน
  13. http://www.boi.go.th/index.php?page=thailand_advantages