ปกิณกะ

งานเสวนาร่วมกระทรวงการต่างประเทศและธนาคารกสิกรไทย "ประสบการณ์การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนและโอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาด" วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ณ โรงแรม Landmark (2)

20 Jun 2014   Views 30516

ตอนที่ 2 ทิศทางนโยบายการค้าและการลงทุนของจีนภายใต้รัฐบาลใหม่ โดย ศ. ดร. ซ่ง หง สถาบัน Institute of World Economics and Politics CASS
สามารถอ่านตอนที่ 1 ได้ที่ คลิก

เมื่อปลายปี 2557 รัฐบาลชุดใหม่ได้ประกาศทิศทางนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน รวมทั้งนโยบายการค้าและการลงทุนช่วงอีก 5 – 10 ปี ในระหว่างการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการการพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 18 มีรายละเอียดดังนี้

1. ความเป็นมา สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศจีนเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการค้าการลงทุนของประเทศ อาจกล่าวได้ว่าปัจจุบันจีนกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เนื่องจาก

1) จีนมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และหากคำนวณขนาด GDP ด้วยวิธีเทียบกำลังซื้อ (purchasing power parity)

จีนกำลังจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายใน 1 – 2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ จีนยังได้แซงหน้าสหรัฐฯ ในการเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าสูงที่สุดในโลกเมื่อปี 2556 (มูลค่าการส่งออกสูงถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1.๙5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกตั้งแต่ปี 2552 มูลค่าการส่งออกจากจีนคิดเป็นร้อยละ 12 ของมูลค่าการส่งออกทั่วโลก และคาดว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำเข้าอันดับ 1 ในอนาคตอันใกล้

2) การพัฒนาอุตสาหกรรม (industrialization) ของจีนใกล้เสร็จสมบูรณ์

โดยภาคบริการเป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ซึ่งมีมูลค่าคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 44.6 ของมูลค่ารวมของ GDP โดยในปี 2555 ได้เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากร้อยละ 20.7 ในปี 2521 การเปิดเสรีภาคบริการจึงเป็นเนื้อหาหลักของการปฏิรูปเปิดประเทศในขั้นตอนต่อไปของจีน

3) Economic integration ภายในประเทศใกล้เสร็จสมบูรณ์

จากบทบาททางเศรษฐกิจของมณฑลทางภาคตะวันตกที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากค่าแรงในภาคตะวันออกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2546 - 2547 ทำให้มีการย้ายศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออกจากมณฑลชายฝั่งตะวันออกไปภาคกลางและภาคตะวันตกของจีน ตัวเลขอัตราการเติบโตของปริมาณการนำเข้าและส่งออกของมณฑลในภาคตะวันตกที่สูงกว่าภาคตะวันออกอย่างชัดเจน ทั้งนี้ คาดว่าการปรับตัวสูงขึ้นของค่าแรงจีน และการแข็งตัวของเงินหยวนจะทำให้อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกที่ใช้แรงงานหนาแน่น (labor-intensive industry) ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศสมาชิกอาเซียนภายในอีก 7 ปีข้างหน้า

2. ทิศทางนโยบายการค้าและการลงทุนของจีนในอีก 5– 10 ปีข้างหน้า

1) การเปิดเสรีภาคบริการโดยให้ความสำคัญกับธุรกิจการบริการทางการเงิน การศึกษา วัฒนธรรมและสาธารณสุข

โดยคาดว่ารัฐบาลจีนจะเริ่มผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนในภาคบริการมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ เช่น การบริการดูแลเด็กและคนชรา การออกแบบสถาปัตยกรรม การทำบัญชีและตรวจสอบบัญชี การขนส่ง และการค้าออนไลน์ เป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันจีนได้ทดลองเปิดเสรีภาคบริการแล้วในเขตทดลองการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Pilot Free Trade Zone) และคาดว่าจะจัดตั้งเขตทดลองการค้าเสรีในลักษณะเดียวกันในพื้นที่อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

2) การส่งเสริมให้ชาวจีนไปลงทุนในต่างประเทศในอดีตรัฐบาลจีนดำเนินโยบายสะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

ซึ่งได้รับบทเรียนจากวิกฤตการเงินในเอเชีย เมื่อปี 2540 อีกทั้งจีนยังได้ดุลการค้าและได้ดุลบัญชีทุนกับประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ส่งผลให้จีนเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองมากที่สุดในโลก หลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่าปริมาณเงินทุนสำรองฯ ของจีนมีมากเกินไปและให้ผลตอบแทนต่ำ เนื่องจากส่วนมากอยู่ในรูปพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รัฐบาลจีนชุดใหม่จึงหันมาส่งเสริมให้วิสาหกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทเอกชนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินหยวนเป็นเงินตราต่างประเทศด้วยเงินทุนสำรองฯ ของรัฐ

3) ยุทธศาสตร์การทำความตกลงเขตการค้าเสรีจีนให้ความสำคัญกับการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีระดับทวิภาคีเป็นลำดับแรก

รองลงมาคือการจัดทำเขตการค้าเสรีระดับพหุภาคีขนาดเล็กในภูมิภาค และการจัดทำเขตการค้าเสรีระดับพหุภาคีขนาดใหญ่ (TPP และ RCEP) ตามลำดับ

4) เปิดเสรีมณฑลชายแดน (opening up border areas)

โดยที่ปัจจุบันฐานการผลิตสินค้าของจีนได้ย้ายเข้าไปสู่มณฑลในภาคกลาง และภาคตะวันตกซึ่งมีชายแดนติดกับหลายประเทศ อาทิ ทางตอนใต้ติดลาว เวียดนาม และเมียนมาร์ รัฐบาลชุดใหม่ของจีนจึงมุ่งเน้นพัฒนาและเปิดเสรีบริเวณพื้นที่ชายแดน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน

3. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายการค้าการลงทุนของรัฐบาลชุดใหม่

  1. การขยายตัวของการค้าสินค้าเกษตร เนื่องจากการขยายตัวของชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อและมีความต้องการสินค้าอุปโภคที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากไทย
  2. ฐานการผลิตของอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานหนาแน่น เช่น อุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมสิ่งทอ จะย้ายออกจากจีนเข้าสู่ไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน
  3. จีนและไทยจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

บรรยากาศงานเสวนา คลิก



อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก : กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ