ปกิณกะ

งานเสวนาร่วมกระทรวงการต่างประเทศและธนาคารกสิกรไทย "ประสบการณ์การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนและโอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาด" วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ณ โรงแรม Landmark (3)

23 Jun 2014   Views 34463

ตอนที่ 3 การเสวนาภายใต้หัวข้อ China’s ongoing reforms and its implications for Thai business
สามารถอ่าน
ตอนที่ 1 ได้ที่ คลิก
ตอนที่ 2 ได้ที่ คลิก

1. สาเหตุของการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2556 และผลกระทบต่อชนชั้นกลาง

ศ. ดร. หวัง ต้าซู่เห็นว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2556 ซึ่งเติบโตเพียงร้อยละ7.6 – 7.7 มีสาเหตุมาจากปัจจัยกระทบ (shocks) ทั้งจากภายในและภายนอก โดยปัจจัยกระทบภายใน (internal shock) ได้แก่การที่กำลังแรงงานหดตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 ในขณะที่ปัจจัยกระทบจากภายนอก (external shock) ได้แก่เศรษฐกิจของประเทศตะวันตกที่ยังไม่ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2550 -2552 ส่งผลให้ภาคการส่งออกของจีนค่อนข้างซบเซา อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะต่ำกว่ามาตรฐานของจีน แต่ยังถือว่าสูงมากเมื่อเทียบมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนเปรียบได้กับ “ช้าง”ที่มีขนาดใหญ่มากและไม่สามารถวิ่งได้อย่างรวดเร็วอีกต่อไป มิฉะนั้นจะไม่ปลอดภัย เช่นเดียวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันเติบโตเพียงร้อยละ 2 – 3 ต่อปี และเพื่อให้เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง รัฐบาลจีนจึงได้ประกาศจะปฏิรูปเศรษฐกิจในเชิงลึกในการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 โดยเน้นการควบรวมรัฐวิสาหกิจ และการให้อัตราดอกเบี้ยสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้นและเป็นไปตามกลไกตลาด เป็นต้น

ศ. ดร. ซ่ง หงเห็นว่าชนชั้นกลางของจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน เนื่องจากมีกำลังซื้อและความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการสูง โดยเฉพาะอุปสงค์ต่อสินค้าบริการที่มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น การบริการด้านการศึกษา และสาธารณสุข จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการในภาคส่งออกและภาคบริการของไทยที่ประสงค์จะไปลงทุนในจีนในอนาคต

ในภาพรวม ชนชั้นกลางของจีนไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และค่อนข้างพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันที่มีความสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม ปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลางยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่จีนจะต้องเร่งแก้ไข โดยการสนับสนุนบริษัทจีนและแบรนด์จีน และมุ่งส่งเสริมการพัฒนาผลิตภาพ (productivity) โดยการเพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อส่งเสริมการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายในประเทศ

2. ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สำคัญระหว่างจีน-ไทย

ดร. พิสิทธิ์ฯ ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่
1) การค้า

1.1 ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยมูลค่าการส่งออกของไทยไปจีนคิดเป็นร้อยละ 11.9 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.2 ในปี 2541 อย่างไรก็ดี ไทยไม่ใช่คู่ค้าที่สำคัญของจีน เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ยุโรป และเกาหลีใต้ โดยในปี 2556 มูลค่าการนำเข้าจากไทยคิดเป็นเพียงร้อยละ 1 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของจีน สะท้อนให้ว่าวิสาหกิจไทยยังคงประสบปัญหาในการเข้าสู่ตลาดจีน (market access)

1.2 สินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนกว่าร้อยละ 70 ยังคงเป็นวัตถุดิบและสินค้าขั้นต้น (primary product) เช่น ยางพารา แผ่นไม้ น้ำมัน และสินค้าขั้นกลาง เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของภาครัฐและเอกชนไทยว่าควรทำเช่นไรจึงจะสามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่สินค้าส่งออกของไทยได้

1.3 การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะส่งผลกระทบต่อภาคการค้า/การส่งออกของไทยใน 2 ช่องทาง ได้แก่ 1) ผลกระทบโดยตรงต่อการค้าระหว่างไทย –จีน และ 2) ปัจจุบันไทยและจีนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตในเอเชียตะวันออก ซึ่งร่วมกันผลิตชิ้นส่วนเพื่อประกอบและส่งออกไปขายในประเทศที่ 3 แม้ว่าอุปสงค์ของสินค้าสำเร็จรูปในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ 3 และเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก แต่การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจึงอาจจะทำให้เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะชาติตะวันตกชะลอตัวตามไปด้วย ซึ่งอาจส่งผลลบต่ออุปสงค์ของสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าขั้นกลางที่ผลิตและประกอบในภูมิภาคได้

2) การท่องเที่ยว

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในปี 2556 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากถึง 4.7 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.6 ของนักท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย โดยสัดส่วนดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่าในระยะเวลาเพียง 5 ปี

3) การลงทุน

ปัจจุบันการลงทุนระหว่างไทย –จีนยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งประเภทของการลงทุนโดยตรงของไทยในจีน และการลงทุนโดยตรงของจีนมาไทย ดังนั้น ทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือด้านการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมให้ชาวจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น

3. ความคิดเห็นต่อคำกล่าวที่ว่าการที่รัฐบาลจีนอัดฉีดสภาพคล่อง (liquidity) จำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2550 – 2552 ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจจีนขาดความสมดุลมากขึ้น เนื่องจากจำนวนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจที่มากขึ้นส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดต่ำลง สร้างแรงจูงใจให้วิสาหกิจ และรัฐบาลท้องถิ่นกู้เงินมาลงทุนเกินตัว ก่อหนี้สาธารณะจำนวนมากที่อาจจะกลายเป็นหนึ้เสียในอนาคต

ศ.ดร. หวัง ต้าซู่เห็นว่าการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (stimulus package)ของรัฐบาลจีนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกเป็นเพียงปัจจัยรองที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลท้องถิ่น แต่สาเหตุหลักที่แท้จริง ได้แก่ ข้อบกพร่องของระบบการคลังจีน ที่ไม่อนุญาตให้รัฐบาลท้องถิ่นใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ (budget deficit) ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องใช้วิธีตั้งบริษัทเพื่อกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์/ สถาบันการเงินอื่น ๆ ก่อให้เกิดหนี้แอบแฝง (hidden debt) ที่ไม่ปรากฏบนบัญชีรายรับรายจ่ายของรัฐบาลท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ปัจจุบันรัฐบาลกลางได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวและได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์ โดยสั่งการให้รัฐบาลท้องถิ่นลดการกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์ นอกจากนี้ โดยที่รัฐบาลท้องถิ่นส่วนใหญ่ใช้ที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้ยืมเงิน จึงสามารถขายที่ดินเหล่านั้นเพื่อนำรายได้มาชำระเงินต้นให้แก่ธนาคารพาณิชย์ได้หากขาดสภาพคล่อง ดังนั้น จึงไม่น่าจะประสบปัญหาหนี้เสียในอนาคตอันใกล้ และแม้จะเกิดหนี้เสียจริงก็เชื่อว่ารัฐบาลกลางและธนาคารกลางจีนจะต้องเข้ามาช่วยเหลืออย่างแน่นอน

4. ผลกระทบต่อการค้า การลงทุนไทย – จีนจากการปฏิรูปเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจีน ที่เน้นการลดการพึ่งพาการส่งออกและการลงทุน และส่งเสริมการบริโภคของรัฐบาลจีน

ศ.ดร. ซ่ง หง นโยบายปฏิรูปของรัฐบาลชุดใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ และลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของภาคส่งออกของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้าเกษตรและภาคบริการของไทยที่ประสงค์จะมาลงทุนในจีน นอกจากนี้ คาดว่าวิสาหกิจด้านการผลิต (manufacturing industry) ของจีนจะเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในไทยหรือประเทศอาเซียนอื่นมากขึ้น เพราะค่าแรงของจีนปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งรัฐบาลชุดใหม่ก็ยังมีนโยบายส่งเสริมให้วิสาหกิจจีนไปลงทุนในต่างประเทศและเพิ่มความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมต่อการลงทุนในประเทศมากยิ่งขึ้น

ศ.ดร. หวัง ต้าซู่ เห็นด้วยกับ ศ.ดร. ซ่ง หง และเน้นย้ำว่าการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจจีนจะเป็นโอกาสที่ดีของภาคส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกยางพาราและข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพสูง

ดร. พิสิทธิ์ฯมองว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับภาคเอกชนของไทย กล่าวคือ จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีจำนวนประชากรชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดสินค้าบริการที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ความท้าทายมีได้แก่

  1. ภาครัฐและเอกชนไทยจะต้องเร่งหาวิธีเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ส่งออกไปจีน และควรส่งเสริมการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปมากขึ้น
  2. ภาครัฐและเอกชนจำเป็นจะต้องเร่งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดจีน เพื่อให้สามารถเสนอขายสินค้าได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคชาวจีน
  3. อุปสงค์สินค้าและวัตถุดิบ เช่น ยางพาราของจีนที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าและวัตถุดิบในไทย และในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยเพิ่มสูงขึ้น และก่อให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา

5. ปัญหาธนาคารเงา (shadow banking)

ศ.ดร. หวัง ต้าซู่ ภาคธนาคารเงาคือการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลางของจีน เช่น กลุ่มอาลีบาบา ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจe-commerce ยักษ์ใหญ่ของจีน อดีตเป็นเพียง platform ในการชำระค่าสินค้าทางอินเตอร์เน็ท แต่ปัจจุบันมีการให้บริการทางการเงินแก่ผู้ใช้บริการด้วย โดยสามารถ “ฝากเงิน” ที่ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ (การที่อาลีบาบาไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลางจีน ทำให้สามารถนำเงินฝากไปลงทุนในการลงทุนที่มีความเสี่ยงแต่ให้ผลตอบแทนสูงได้) ภาคธนาคารเงาจึงถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมทางการเงิน ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรทุน ขณะเดียวกันได้ทำให้ตลาดการเงินของจีนมีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น หากรัฐบาลจีนอนุญาตให้อัตราดอกเบี้ยเคลื่อนไหวได้อย่างยืดหยุ่นและเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น จะช่วยคลี่คลายปัญหาธนาคารเงาลงได้ในระดับหนึ่ง

ศ. ดร. ซ่ง หงปัญหาธนาคารเงามีความเกี่ยวโยงและมีส่วนทำให้ก่อให้เกิดปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลท้องถิ่น แต่ใขณะเดียวกัน ธนาคารเงาได้ช่วยให้การจัดสรรเงินทุนในจีนมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญของรัฐบาลท้องถิ่นในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างขั้นพื้นฐาน

ดร. พิสิทธิ์ ฯ เห็นว่าปรากฏการณ์ธนาคารเงาไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ โดยส่วนใหญ่เกิดจากนักลงทุนที่พยายามหลีกเลี่ยงกฎข้อบังคับในภาคธนาคารพาณิชย์และแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก จึงหันไปซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่งจากภาคธนาคารเงาที่ยังมีการกำกับดูแลค่อนข้างหละหลวมจากธนาคารกลาง โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ส่วนมากจะเป็นการลงทุนในธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ปัญหา overinvestment และปัญหาฟองสบู่ของจีนเลวร้ายลงไปอีกขั้น รัฐบาลจีนจึงควรเร่งปฏิรูปให้อัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามกลไกตลาด และเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมภาคธนาคารเงา

แม้ปัญหาธนาคารเงาของจีนจะลุกลามเป็นวิกฤตการเงิน คาดว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบในระยะสั้น เนื่องจากการลงทุนระหว่างไทยกับจีนอยู่ในระดับต่ำ และภาคการเงินของไทยค่อนข้างเข้มแข็ง โดยอัตราส่วนหนี้ต่อทุนของไทยโดยรวมค่อนข้างต่ำและไม่มีปัญหาหนี้เสีย ในระยะกลางและระยะยาว หากวิกฤตการเงินลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อการค้าไทย – จีน

6. การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและนโยบายลูกคนเดียวของจีน

ศ.ดร.หวัง ต้าซู่ การออกกฎหมายกำหนดให้คู่สมรสมีลูกคนเดียวมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้เด็ก 1 คนในปัจจุบันต้องแบกภาระเลี้ยงดูผู้อาวุโสถึง 6 คน (ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อและแม่) ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงเริ่มผ่อนคลายนโยบายดังกล่าว โดยอนุญาตให้คู่สามีภรรยาที่เป็นลูกคนเดียวสามารถมีลูก 2 คน อย่างไรก็ดี คนรุ่นใหม่ที่อาศัยในเขตเมืองยังลังเลที่จะสร้างครอบครัวและมีลูก เนื่องจากต้นทุนในการเลี้ยงดูบุตรในจีนสูงมาก

7. ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์จีน

ศ.ดร. หวัง ต้าซู่ รัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นจีนมีมุมมองต่างกันเกี่ยวกับการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ฟองสบู่ โดยรัฐบาลท้องถิ่นประสงค์จะเห็นราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไป เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นมีรายได้จากการขายที่ดิน จึงไม่ประสงค์ดำเนินมาตรการใด ๆ เพื่อแก้ไขดังกล่าว ในทางกลับกัน รัฐบาลกลางกลับเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ในเขตเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และเซินเจิ้น มีราคาสูงมากจนชนชั้นกลางไม่สามารถซื้อบ้านได้ และหากฟองสบู่แตกก็อาจจะก่อให้เกิดวิกฤตการเงินซึ่งอาจลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ และทำให้เศรษฐกิจจีนเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะยาวเช่นเดียวกับญี่ปุ่น

ศ.ดร. ซ่ง หงเห็นว่าปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์จำกัดวงอยู่แค่ในเขตเมืองสำคัญเท่านั้น เนื่องจากราคาอสังหาริมทรัพย์ในมณฑลตอนในนอกจากจะไม่ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังปรับลดลงอีกด้วย

8. ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลชุดใหม่ของจีน

ศ.ดร. ซ่ง หงจีนไม่สามารถเติบโตในรูปแบบเดิม เพราะที่ผ่านมารัฐบาลเน้นการขยายตัวเชิงปริมาณที่ไม่ยั่งยืน จึงควรเร่งปฏิรูปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้แล้วเสร็จ โดยลดการพึ่งพาการลงทุน และส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ และเร่งการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม เพื่อช่วยพัฒนาชนบท และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของจีน

ศ. ดร. หวัง ต้าซู่การพัฒนาและบริหารจัดการเขตเมืองเป็นอีกหนึ่งภาระกิจที่สำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ แม้ในปัจจุบันประชากรกว่าครึ่งของประเทศจะอาศัยอยู่ในเขตเมือง แต่ยังมีแรงงานอีกมากที่ย้ายเข้ามาทำงานในเขตเมืองโดยไม่มีทะเบียนบ้าน (ฮู่โข่ว) ทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการต่าง ๆ และไม่มีหลักประกันว่าจะมีงานทำในระยะต่อไป

บรรยากาศงานเสวนา คลิก



อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก : กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ