ปกิณกะ

งานเสวนาร่วมกระทรวงการต่างประเทศและธนาคารกสิกรไทย "ประสบการณ์การปฏิรูปเศรษฐกิจจีนและโอกาสที่ธุรกิจไทยไม่ควรพลาด" วันที่ 8 พฤษภาคม 2557 ณ โรงแรม Landmark (ตอนจบ)

26 Jun 2014   Views 147643

ตอนที่ 4 การเสวนาเรื่อง "โอกาสและความท้าทายในการทำธุรกิจกับจีน ภายใต้บริบทของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่"
ตอนที่ 1 ได้ที่ คลิก
ตอนที่ 2 ได้ที่ คลิก
ตอนที่ 3 ได้ที่ คลิก

1. เอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง

จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานับแต่มีการปฏิรูปและเปิดประเทศ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจได้ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการตามมา รวมถึงการคอรรับชั่น ช่องว่างในการพัฒนา ปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ ผู้นำจีนรุ่นใหม่จึงตระหนักว่าการพัฒนาต่อจากนี้จะไม่สามารถใช้รูปแบบเดิม ที่ให้จีนเป็นแหล่งการผลิตโดยใช้แรงงานราคาถูกเพื่อส่งออกตลาดโลกได้อีกต่อ ไป ขณะเดียวกันจีนก็ไม่ต้องการใช้รูปแบบการพัฒนาแบบตะวันตก จึงต้องหาแนวทางการพัฒนาของตนเอง

การพัฒนาเศรษฐกิจจีนในยุคที่ 2 ให้ความสำคัญกับคำว่า “ปฏิรูป ควบคู่กับ “นวัตกรรมใหม่” เพื่อขับเคลื่อนจีนให้บรรลุความฝัน China’s Dream ที่จะสร้างสังคมอยู่ดีกินดี (เสี่ยวคัง) ภายในปี ค.ศ. 2020 ซึ่งเป็นการครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (พคจ.) โดยจะเพิ่มจำนวนชนชั้นกลางจาก 300 เป็น 500 ล้านคน และให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีความทันสมัยและมีชนชั้นกลางจำนวนเกินครึ่ง หนึ่งของประชากรภายในปี ค.ศ. 2049 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน

รัฐบาลตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักได้ เช่นในอดีต จึงมีนโยบายส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศและการขยายตัวของเขตเมือง โดยส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลางซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานย้ายถิ่นประมาณ 269 ล้านคนและมีรายได้เฉลี่ยประมาณวันละ 14 ดอลลาร์สหรัฐ โดยพยายามปรับปรุงสวัสดิการแก่แรงงานย้ายถิ่น และนำนวัตกรรมใหม่มาใช้ในลักษณะต่าง ๆ อาทิ การจัดตั้งเขตทดลองการค้าเสรีนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งหากประสบความสำเร็จรัฐบาลจะเป็นต้นแบบในพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศต่อไป

ความสำเร็จทางนวัตกรรมประการหนึ่งคือความแพร่หลายของธุรกิจออนไลน์ในจีน โดยปัจจุบันมีชาวจีนที่ใช้อินเตอร์เน็ต (netizens) ประมาณ 618 ล้านคน มี SMEs จำนวน 7 ล้านรายเข้ามาทำธุรกิจออนไลน์ และบริษัทธุรกิจออนไลน์อย่าง Alibaba ของจีนได้เติบโตรวดเร็วจนกลายเป็นบริษัทระดับโลก และขยายบริการไปยังธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคการเงินทางอินเตอร์เน็ต โดยรับฝากเงินด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคารพาณิชย์ถึง 15 เท่า สามารถระดมเงินจากผู้ฝากรายย่อยได้จำนวนมหาศาล ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของธนาคารพาณิชย์มาก ทั้งนี้ รัฐบาลยังลังเลที่จะเข้ามาควบคุมเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับประชาชนจำนวนมาก ที่ใช้บริการนี้

ธุรกิจไทยที่สนใจในตลาดจีนควรนำนโยบายสำคัญของรัฐบาลจีน และแนวโน้มเหล่านี้เป็นโจทย์ ในการวางกลยุทธบุกตลาดจีน เช่นเน้นสินค้าหรือบริการที่เน้นนวัตกรรมใหม่ ให้ความสำคัญกับตลาดธุรกิจออนไลน์ และปัจจัยเชิงคุณภาพอื่น ๆ อาทิ ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยด้านอาหาร เนื่องจากปัจจุบันชาวจีนซึ่งมีกำลังซื้อมากขึ้นให้ความสำคัญกับคุณภาพของ สินค้าและบริการ และเลือกสรรแต่สิ่งที่ดีให้แก่บุตรซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกคนเดียว หากไทยสามารถทำให้คนจีนเชื่อมั่นได้ในความปลอดภัยของสินค้าไทยว่าปราศจากสาร พิษ ผู้บริโภคจีนพร้อมจ่ายให้สินค้านี้ในราคาแพงกว่าเพื่อคุณภาพที่ดีของสินค้า

ธุรกิจไทยควรใช้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ในไทยปีละ 4 – 5 ล้านคน หากคนเหล่านี้รู้จักสินค้าไทยจะช่วยในการประชาสัมพันธ์ให้สินค้าไทยเป็นที่ นิยมต่อไป ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าการจัดแสดงสินค้า

สอท./ สกญ. ส่งเสริม soft power ไทยผ่านสื่อบันเทิงต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพยนตร์และละครไทยอย่างต่อเนื่องผ่านการจัดกิจกรรมเช่น เทศกาลภาพยนตร์ไทย ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างความนิยมไทยในหมู่คนรุ่นใหม่ของจีน และส่งผลบวกต่อการท่องเที่ยวและการค้าได้ต่อไป ปัจจุบัน สอท.ฯ มีเว็บไซต์ weibo เพื่อสื่อสารกับชาวจีนรุ่นใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องต่าง ๆ โดยมีผู้ติดตามถึงกว่า 50,000 คน ในขณะที่ weibo ของ สกญ. ณ นครเซี่ยงไฮ้ และ สกญ. ณ นครกว่างโจวก็มีผู้ติดตามแห่งละ 30,000 และ 20,000 หมื่นคน ตามลำดับ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบของไทยในบรรดาประเทศอาเซียน สิ่งสำคัญคือจะต้องสร้างบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญภาษาจีนให้พอเพียงต่อ ความร่วมมือที่เพิ่มมากขึ้น

การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจของจีนเป็นการขยายผลจากการเมือง โดยนโยบายเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านการเมือง อาทิ การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความชอบธรรมให้ แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน หรือการประกาศแนวคิดของประธานาธิบดีจีนเรื่องทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์กับอาเซียน ดังนั้น รัฐบาลจะพิจารณาสนับสนุนโครงการที่จะตอบสนองประโยชน์ทางการเมืองโดยอาจใช้ โครงการเหล่านี้ในการซื้อใจประเทศอื่น ๆ ให้หันมาฝักใฝ่กับจีน หรือสนองต่อท่าทีในเรื่องที่เป็นผลประโยชน์หลักของจีนเช่น ไต้หวัน ซินเจียง ธิเบต

การที่จีนประกาศจัดตั้งธนาคารการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB)โดยรับผิดชอบครึ่งหนึ่งของเงินทุนจดทะเบียน 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และดำเนินการบริหารเอง เป็นอีกความพยายามของจีนในการอาศัยข้อเสนอนี้เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการ เมือง เพื่อให้ AIIB แข่งกับ ADBซึ่งญี่ปุ่นมีบทบาทนำและใช้เพื่อคานอำนาจสหรัฐฯ ซึ่งมีนโยบายจะกลับมามีบทบาทในภูมิภาค นอกจากนี้ การจัดตั้งธนาคาร AIIB ยังจะช่วยสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานในเอเชีย ซึ่งสนองผลประโยชน์ของจีนในการส่งเสริมการเข้าไปดำเนินการของบริษัทก่อสร้าง จีนในต่างประเทศ และช่วยระบายเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวน 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนดึงเงินออมภายใน ประเทศผ่านการออกพันธบัตรเงินหยวน

2. กงสุลใหญ่ ณ นครเซี่ยงไฮ้

2.1 ศักยภาพทางเศรษฐกิจของนครเซี่ยงไฮ้และเขตอาณา

พื้นที่ฝั่งตะวันออกของจีนติดกับทะเลจีนตะวันออก ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการคมนาคมขนส่งและการติดต่อกับต่างชาติ ดังนั้น นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซู และมณฑลอานฮุย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในภาคดังกล่าว จึงเป็นเขตติดต่อกับต่างชาติมาแต่สมัยอดีต นอกจากนี้ นครเซี่ยงไฮ้ยังตั้งอยู่บนบริเวณเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งเป็นทางออกสู่ทะเลของแม่น้ำแยงซีเกียงซึ่งไหลผ่านมณฑลและมหานครทางทิศ ตะวันตกของจีน อาทิ มณฑลเสฉวน และมหานครฉงชิ่ง จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ในปี 2528 รัฐบาลจีนได้กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่ น้ำแยงซีเกียง ส่งผลให้พื้นที่นี้กลายเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน การเงิน และการขนส่งของทั้งภายในจีนและระหว่างประเทศ ทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงาน และมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้นตามมา

ในปี 2556 มูลค่ารวมของ GDP ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของ GDPจีน และอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของนครเซี่ยงไฮ้และทั้ง 3 มณฑลอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย (ร้อยละ 35 ของมูลค่าการส่งออกจากไทยไปจีน) ในขณะที่ภาคธุรกิจของไทยให้ความสนใจดำเนินธุรกิจการค้าและการลงทุนในพื้นที่ อย่างต่อเนื่องตามศักยภาพและจุดเด่นที่แตกต่างของแต่ละพื้นที่ ดังนี้

นครเซี่ยงไฮ้

เป็นเมืองที่รัฐบาลจีนได้วางนโยบายให้เป็น ศูนย์กลางระหว่างประเทศใน 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ การเงิน การค้า และการคมนาคมขนส่งทางเรือ ซึ่งเน้นธุรกิจภาคบริการเป็นหลัก มีผู้บริโภคมีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีรสนิยมและกำลังซื้อสูง สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมากของเซี่ยงไฮ้ในปัจจุบัน

โอกาสของธุรกิจไทยในนครเซี่ยงไฮ้

ได้แก่ ธุรกิจในภาคบริการ เช่น ร้านอาหาร สปา ห้างสรรพสินค้า ธุรกิจสถานพยาบาล และธุรกิจเพื่อสุขภาพ รวมถึงการขายสินค้ามีคุณภาพและมีการออกแบบสร้างสรรค์ของไทย เพื่อตอบสนองรสนิยมและกำลังซื้อระดับสูงของชาวนครเซี่ยงไฮ้ เช่น สินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสูง ของตกแต่งบ้านหรือสินค้า designเป็นต้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมีธุรกิจไทยในนครเซี่ยงไฮ้ ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และร้านอาหารไทยต่าง ๆ เครือ CP ปตท.(พลาสติก) Aeroflex (พลาสติก) โอเชียนกลาส และดอกบัวคู่

มณฑลเจียงซู

เป็นฐานอุตสาหกรรมที่สำคัญ มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยมีปริมาณอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลมากที่สุดในจีน เป็นฐานอุตสาหกรรมเคมีปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของจีน มีท่าเรือเหลียนหยุนกั่งที่เป็นท่าเรือหลัก 1 ใน 3 ของพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีเกียงเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชีย-ยุโรป อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของเส้นทางรถไฟความเร็วสูงปักกิ่ง-เซี่ยงไฮ้ มีมูลค่าการลงทุนจากต่างชาติมากเป็นอันดับที่ 1 ของจีน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และเกาหลีใต้ โดยลงทุนในอุตสาหกรรมเบา อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องจักร และเคมีภัณฑ์

โอกาสของธุรกิจไทยในมณฑลเจียงซู

ได้แก่ ธุรกิจการผลิตสินค้าซึ่งใช้มณฑลเจียงซูเป็นฐานการผลิตและส่งออก ทั้งนี้ ปัจจุบันมีธุรกิจไทยในมณฑลเจียงซู ได้แก่ อาหารแปรรูป (เช่น บริษัทเฮอริเทจ) อสังหาริมทรัพย์ (เช่น Dehou Real Estate) และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเครื่องยนต์ (เช่น บริษัท Thai Summit)

มณฑลเจ้อเจียง

มีศักยภาพทั้งภาคธุรกิจการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการขนส่ง โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์ของแต่ละเมืองแบ่งตามภูมิภาคได้เป็นอย่างดี อาทิ ตอนเหนือของมณฑล มีนครหางโจวเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและการบริโภค ตอนกลางมีเมืองอี้อูเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าส่ง ตอนใต้มีเมืองเวินโจวเป็นศูนย์กลางด้านการลงทุนของวิสาหกิจภาคเอกชนชั้นนำ ของจีน และทางตะวันออกมีเมือง หนิงโปเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่สำคัญระดับนานาชาติ ทำให้เจ้อเจียงเป็นมณฑลที่มั่งคั่ง ประชากรมีกำลังซื้อสูง ทั้งนี้ มณฑลเจ้อเจียงเป็นมณฑลที่มีภาคธุรกิจออกไปลงทุนในต่างประเทศมากเป็นอันดับ 1 ของจีน

โอกาสของธุรกิจไทยในมณฑลเจ้อเจียง

ได้แก่ การขายสินค้าไทยคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองกำลังซื้อระดับสูงของชาวมณฑลเจ้อเจียง และอาจใช้ตลาดอี้อูซึ่งเป็นตลาดสินค้าเบ็ดเตล็ดที่ใหญ่ที่สุดของโลกเป็นช่อง ทางจำหน่ายสินค้าไทยให้กับจีนและต่างชาติได้ ธุรกิจไทยในมณฑลเจ้อเจียงได้แก่ ห้างสรรพสินค้า (เครือเซ็นทรัล) สิ่งทอและเคมีภัณฑ์ (เครือสหยูเนียน) และอาหารแปรรูป (บริษัทดัชมิลล์ซึ่งทำน้ำผลไม้กระป๋อง)

มณฑลอานฮุย

มีความเข้มแข็งทางด้านอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตรถยนต์ ซึ่งมีปริมาณการส่งออกมากเป็นอันดับที่ 1 ของจีน และการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนซึ่งมีปริมาณการผลิตสูงอยู่ในระดับแนว หน้าของจีน และยังมีระดับต้นทุนในการทำธุรกิจต่ำสุดในเขตเขตพื้นที่เศรษฐกิจสามเหลี่ยม ปากแม่น้ำแยงซีเกียง

โอกาสของธุรกิจไทยในมณฑลอานฮุย

ได้แก่ ธุรกิจอุตสาหกรรมการผลิตที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่อานฮุยให้ความสำคัญและ เร่งการพัฒนา อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงและสิ่งทอ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีธุรกิจไทยในมณฑลอานฮุยได้แก่ธุรกิจร่วมทุนไทย – จีนในอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ (บริษัทอู๋หูฉางซิง)

2.2 เขตทดลองการค้าเสรีนครเซี่ยงไฮ้

เขตทดลองการค้าเสรีนครเซี่ยงไฮ้ (SFTZ) เป็นนวัตกรรมทางเศรษฐกิจล่าสุดของจีนเพื่อทดลองการปฏิรูปและเปิดกว้าง เศรษฐกิจของจีน ประกาศการจัดตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2556 โดยครอบคลุมพื้นที่ 28.78 ตร.กม. และรวมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ 4 แห่ง ได้แก่

  1. เขตสินค้าทัณฑ์บนท่าเรือ ไว่เกาเฉียว
  2. เขตโลจิสติกส์ไว่เกาเฉียว
  3. ท่าเรือน้ำลึกหยางซาน
  4. ท่าอากาศยานผู่ตง
SFTZ มุ่งปฏิรูปและเปิดกว้างเศรษฐกิจ 4 ด้านหลัก ได้แก่
(1) การลงทุน

เปิดกว้างให้มีการลงทุนในภาคธุรกิจที่รัฐบาลจีนเคย จำกัดระเบียบมิให้ต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 100 หรือจำเป็นต้องใช้เวลานานก่อนจะมีสามารถมีสถานะเป็นสาขาธุรกิจได้ ได้แก่

  1. บริการทางการเงิน เช่น ธนาคาร และบริษัทสินเชื่อ
  2. บริการทางการขนส่งทางเรือ เช่น บริษัท Shipping และบริษัทจัดการด้านโกดังสินค้าสำหรับขนส่งทางเรือ
  3. บริการทางพาณิชย์ เช่น บริษัทจัดการลงทุน บริษัทตรวจสอบสินเชื่อ บริษัทประกันสุขภาพ และบริษัทจัดหาคนทำงาน
  4. บริการทางวัฒนธรรม เช่น บริษัทนายหน้าสำหรับนักแสดง และบริษัทจัดหาอุปกรณ์ในธุรกิจบันเทิง
  5. บริการทางสังคม เช่น ศูนย์ฝึกอบรมด้านการศึกษาและอาชีพ และสถานบริการพยาบาล
  6. บริการเฉพาะทาง เช่น บริษัทโทรคมนาคม บริษัทผลิตวีดีโอเกมส์และเครื่องเล่นด้านความบันเทิง บริษัททนายความ บริษัทนำเที่ยว บริษัทออกแบบวิศวกรรม และบริษัทก่อสร้าง

การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทของนักลงทุนต่างชาติในพื้นที่ SFTZ จะได้สิทธิเหมือนบริษัทสัญชาติจีนในหลากหลายประเภทธุรกิจกว่าการจดทะเบียน จัดตั้งนอกเขต SFTZและใช้เวลาการขออนุญาตเพียง 4 วันสำหรับกรณีประกอบกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคหรืออุตสาหกรรม พื้นฐานขนาดใหญ่ ที่เกี่ยวข้องมั่นคงและปลอดภัยของจีน ซึ่งเป็นบัญชีต้องห้ามครอบคลุม 16 หมวดธุรกิจ (Negative List) แต่หากจะดำเนินกิจการที่อยู่ใน Negative Listจะต้องได้รับการอนุมัติจากทางการจีนก่อนการจัดตั้งบริษัท

(2) การค้า

โดยส่งเสริมธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงจีนกับตลาดโลก อาทิ กิจการข้ามชาติที่จะมาตั้งสำนักงานภูมิภาคใน SFTZ เพื่อดำเนินกิจการ e-commerce ข้ามชาติ ตลาดสินค้าล่วงหน้า (อาทิ สินค้าเกษตร น้ำมัน ทองคำ) และตลาดขายพันธบัตร ซึ่งสิทธิพิเศษด้านภาษี รวมถึง

  1. ให้สิทธิพิเศษทางภาษี โดยไม่มีการเก็บภาษีนำเข้าและส่งออกสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกระหว่างเขต SFTZ กับต่างประเทศ
  2. ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีแก่กิจการใน SFTZ ที่ผลิตและแปรรูปสินค้าในพื้นที่ SFTZ หรือส่งไปยังเมืองระดับ 2 ของจีน อาทิ หางโจว หนานจิง ซูโจว อู่ฮั่น และหนิงโป โดยให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกเสียภาษีจากการประเมินได้ 2 แบบ คือ
    (ก) จากวัตถุดิบนำเข้า คือเสียภาษีตามประเภทและปริมาณของวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตสินค้าส่งขายในจีน หรือ
    (ข) จากรายการที่ยื่นขอรับการตรวจสอบตามจริง คือเสียภาษีตามรายชนิดสินค้าที่ส่งขายในจีน
  3. ให้สิทธิพิเศษด้านภาษี โดยยกเว้นภาษีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็นของบริษัทที่ทำดำเนินธุรกิจ บริการด้านการผลิตใน SFTZ ตามที่ระเบียบกำหนด
(3) การเงิน

โดยส่งเสริมให้เงินหยวนสามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี สำหรับการทำธุรกรรมระหว่างประเทศและการใช้เป็นเงินทุน ใช้ระบบดอกเบี้ยตามกลไกตลาด อนุญาตให้ตั้งสาขาธนาคารที่ต่างชาติถือหุ้นร้อยละ 100 ได้ และอนุญาตให้ธนาคารจีนทำธุรกรรมนอกประเทศได้ (offshore banking)

เปิดให้บริการชำระเงินหยวนข้ามพรมแดนโดยผ่านบริษัทชำระเงินบุคคลที่ 3 (3rd party payment firms) ซึ่งปัจจุบันมีธนาคาร 5 แห่งร่วมมือกับบริษัทเอกชน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้ายเงินหยวนตามการซื้อขายจริงระหว่างผู้ รับเงินและผู้ชำระเงินทั้งในจีนและต่างประเทศ โดยดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ส่งผลให้การทำธุรกรรมเงินหยวนสะดวกขึ้น

(4) กฎระเบียบและการจัดการของภาครัฐ

พัฒนากฎระเบียบให้เอื้ออำนวย ต่อการดำเนินธุรกิจ รวมถึงพัฒนากลไกการทำงานของภาครัฐที่ส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้าและการลง ทุนภายใน SFTZโดยได้จัดทำกฎระเบียบว่าด้วยระบบอนุญาโตตุลาการเพื่อเป็นแนวทางการแก้ ปัญหาข้อพิพาททางธุรกิจในเขต SFTZ โดยเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่

  1. ผู้ขอรับบริการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทสามารถเลือกใช้ผู้ใกล้เกลี่ยที่ตนพอใจได้
  2. กรณีพิพาทที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1 แสนหยวน สามารถขอรับบริการระบบอนุญาโตตุลาการแบบรวบรัดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเท่ากับการขอรับบริการแบบมาตรฐานซึ่งโดยทั่วไป จะต้องมีมูลค่ากรณีพิพาทไม่ต่ำกว่า 1 ล้านหยวน
ลักษณะธุรกิจที่จะได้รับประโยชน์สูงหากเข้าไปลงทุนดำเนินกิจการใน SFTZ ได้แก่
  1. ธุรกิจที่ต้องการเข้าไปจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคหรือกิจการซึ่งใช้ประโยชน์จากการบูรณาการพื้นที่การค้าและโลจิสติกส์ในเขต SFTZ
  2. ธุรกิจที่ต้องการความสะดวกและประสิทธิภาพจากการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินหยวน หรือ ใช้เงินหยวนในการระดมทุน
  3. ธุรกิจที่ต้องการใช้ SFTZ เป็นฐานการลงทุนเพื่อส่งสินค้า หรือ บริการไปยังต่างประเทศ เพื่อจะใช้สิทธิพิเศษด้านภาษีนำเข้าและส่งออก
  4. ธุรกิจบริการสมัยใหม่ซึ่งเข้าข่ายระเบียบที่ SFTZ เปิดกว้างมากขึ้น ได้แก่ บริการทางการเงิน บริการทางการขนส่งทางเรือ บริการทางพาณิชย์ บริการทางวัฒนธรรม บริการทางสังคม และบริการเฉพาะทาง

เนื่องจาก SFTZ ยังอยู่ในช่วงของระยะทดลอง 3 ปี จึงมีการทยอยประกาศกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งยังมีกฎระเบียบอีกหลายประการที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเกิดความลังเลในการเข้าลงทุนในพื้นที่ SFTZ สถิติการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในเขต SFTZ เมื่อเดือน มี.ค. 2557 มีบริษัทจดทะเบียนรวมจำนวน 7,492 บริษัท แต่มีบริษัทต่างชาติเพียง 622 บริษัท (ร้อยละ 8.3) ผู้ประกอบการจึงควรติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบต่าง ๆ ของ SFTZ เพื่อประกอบการตัดสินใจการทำธุรกิจว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากพื้นที่ เศรษฐกิจอื่น ๆ ของจีนหรือไม่

3. กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว

มณฑลกวางตุ้งอยู่ทางใต้สุดของจีน มีนครกว่างโจวเป็นเมืองเอก โดยมณฑลฯ มีขนาด GDP อันดับ 1 ของจีนมาติดต่อกันเป็นเวลา 25 ปี จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาและสร้างรายได้ ให้ประเทศ เมื่อนายสี จิ้นผิงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการทหารกลางเมื่อเดือน พ.ย. 2555 ได้เลือกเดินทางมาเยือนมณฑลกวางตุ้งเป็นที่แรกในเดือน ธ.ค. 2555 ซึ่งการเยือนครั้งนี้ ส่งผลสำคัญต่อการวางนโยบายของมณฑลกวางตุ้งในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นเมื่อนายสี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ได้ชูแนวคิดเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 ระหว่างการเดินทางเยือนอินโดนีเซีย และต่อมาแนวคิดนี้ได้เข้าสู่การพิจารณาการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะยาวในที่ ประชุมคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 18 ครั้งที่ 3 เมื่อเดือน พ.ย. 2556 สรุปได้ว่าจีนจะยังใช้ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาดโดยคงอัตลักษณ์แบบจีน ซึ่งเป็นแนวทางที่ประธานาธิบดีสีเคยกล่าวไว้ว่า “เศรษฐกิจสังคมนิยมแบบตลาดต้องการทั้งตลาดและรัฐบาล แต่มีบทบาทต่างกัน” ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่เติ้ง เสี่ยวผิงเคยกล่าวว่า “เศรษฐกิจแบบตลาดไม่ใช่ระบบทุนนิยม เนื่องจากในระบอบสังคมนิยมก็มีตลาดได้เช่นกัน” หลังจากที่มีนโยบายผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่ง ได้แก่ เซินเจิ้น จูไห่ ซัวเถา ในมณฑลกวางตุ้ง และเซี่ยเหมินในมณฑลฝูเจี้ยน จนประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้กำหนด 6 ภารกิจทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2557 ได้แก่

  1. การส่งเสริมความปลอดภัยด้านอาหาร
  2. การปรับสมรรถนะ ไม่ให้เศรษฐกิจมีความร้อนแรงเกินไป และไม่ให้สูญเสียจาก over capacity
  3. การจัดการความเสี่ยงด้านหนี้ ที่มีการสะสมมากขึ้น
  4. การพัฒนาพื้นที่ในภาคต่าง ๆ
  5. การพัฒนาสวัสดิการสังคม เน้นความกินดีอยู่ดี และจัดหาที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน
  6. การเปิดตลาด

ในประเด็นข้างต้น การเปิดตลาดมีความเกี่ยวข้องกับมณฑลกวางตุ้งโดยตรง รัฐบาลกลางชุดใหม่ของจีนเสนอแนวคิด 2 เรื่อง ในการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ได้แก่

  1. แนวเขตเศรษฐกิจทางสายไหมซึ่งอิงจากเรื่องราวในเรื่องไซอิ๋ว ในการนำไปสู่ความร่วมมือกับประเทศด้านบนที่มีแผ่นดินติดกับจีน
  2. เส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21 ซึ่งอิงจากการเดินเรือของเจิ้ง เหอ ซึ่งในอดีตได้นำกองเรือแล่นไปค้าขายถึงทวีปแอฟริกาฝั่งตะวันออก 7 ครั้ง สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างสองทวีป
การดำเนินการของจีนตามแนวคิดเรื่องเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเล อาศัยความเชื่อมโยง 5 ประการ ได้แก่
(1) นโยบาย

มณฑลกวางตุ้งแปลแนวคิดจากส่วนกลางมากำหนดเป็นเป้าหมาย หลักได้แก่ "3 สถานะ 2 แนวหน้า"
โดย 3 สถานะ ได้แก่

  1. มีเป้าหมายเป็นมณฑลแถวหน้าของระบบสังคมนิยมแบบจีน
  2. เป็นพื้นที่บุกเบิกตามนโยบายเพื่อการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งและเปิดกว้าง
  3. เป็นพื้นที่ทดลองสำหรับการศึกษาค้นคว้าการพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

ในขณะที่ 2 แนวหน้าได้แก่

  1. การเป็นสังคมอยู่ดีกินดี
  2. ความเป็นสังคมนิยมที่ทันสมัย

ทั้งนี้ กวางตุ้งกับไทยมีกลไกระดับรัฐบาลที่จะเชื่อมโยงนโยบายระหว่างกันทั้งในรูป คณะทำงานไทย-กวางตุ้ง และกรอบความร่วมมือในภูมิภาค เช่น อาเซียน เอเปค นอกจากนี้ ยังมีเครือข่าย สกญ. ต่าง ๆ ในมณฑลที่มีอยู่ถึง 49 แห่ง โดย สกญ. ณ นครกว่างโจวเป็น สกญ. แห่งแรกของไทยในจีน และถือเป็นประเทศที่ 3 ที่ตั้ง สกญ. ในมณฑลกวางตุ้ง

(2) การคมนาคม

มีความเชื่อมโยงกับไทยทั้งทางอากาศ ทางเรือ (ทั้งที่ผ่านและไม่ผ่านฮ่องกง) ทางบก (ผ่านกว่างซี เวียดนาม และลาว ด้วยเส้นทาง R8 R9 หรือ R12) ทั้งนี้ มณฑลกวางตุ้งมีการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทางบกถึง 460 โครงการพัฒนาทางบก มีท่าเรือทั้งเล็กและใหญ่รวมประมาณ 2,000 แห่ง โดยมีผลไม้จากไทยส่งไปวันละ 100 ตู้คอนเทนเนอร์ แต่ยังมีปัญหาเรื่องค่าระวางสูง ซึ่งหากลดลงได้จะช่วยประหยัดต้นทุนได้มาก นอกจากนี้ยังมีท่าอากาศยานในหลายเมือง และได้ขยายท่าอากาศยานที่เซินเจิ้นให้ใหญ่ขึ้นแล้ว ซึ่งกลไกที่จะช่วยเชื่อมโยงด้านคมนาคมที่สำคัญได้แก่สมาคมโลจิสติกส์ กวางตุ้ง

(3) การค้าและการลงทุน

มณฑลกวางตุ้งมีการค้ากับอาเซียนในปริมาณ สูง และการค้าระหว่างกวางตุ้งกับไทยคิดเป็น 1 ใน 4 ของการค้ารวมไทย-จีน โดยผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากงานมหกรรมสินค้าขนาดใหญ่ของมณฑล กวางตุ้ง เช่น แคนตันแฟร์ กว่างโจวแฟร์ เพื่อขยายตลาด ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2557 รัฐบาลจีนได้อนุมัติโครงการเขตการค้าเสรีมณฑลกวางตุ้งใน 3 เมือง ได้แก่หนานซา เหิงฉิง และเชียนไห่ และในบางพื้นที่ของสนามบินไป่หยุน

(4) สกุลเงินตรา

ไทยกับจีนมีความตกลง Bilateral Swap Agreement ระหว่างกัน

(5) ประชาชน

ไทยมีความได้เปรียบเรื่องความเชื่อมโยงในระดับประชาชน เนื่องจากชาวจีนเชื้อสายกวางตุ้งคิดเป็นร้อยละ 79 ของชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย รวมทั้งประเทศไทยยังเป็นมีชาวจีนโพ้นทะเลเชื้อสายแต้จิ๋วใหญ่ที่สุดอีกด้วย

4. นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

การทำธุรกิจใด ๆ ในจีน หากไม่สวนนโยบายของรัฐบาลจะสามารถดำเนินการได้สะดวก แต่หากไม่สนองนโยบายรัฐบาลก็จะดำเนินการไม่ได้ เช่น Google Facebook Twitter

ระบบการเงินในจีนยังมีลักษณะปิด มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยขั้นสูงและขั้นต่ำ กำหนดวงเงินปล่อยกู้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนทำได้โดยยากโดยเฉพาะสำหรับชาวต่างชาติ แต่จีนได้ทดลองเปิดเสรีแล้วที่เขตทดลองการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้

ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ทำการค้าเป็นอันดับ 1 ของโลก และเงินหยวนถือเป็นเงินสกุลหลักอันดับที่ 3 ในตลาดเอเชีย โดยหากพิจารณาเฉพาะการเปิด L/C เงินหยวนได้ขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลก อย่างไรก็ตาม การใช้เงินหยวนในการค้าและการลงทุนในตลาดโลกโดยรวมยังจำกัดเพียงไม่ถึงร้อย ละ 2 และการค้าไทยจีนก็พึ่งพาดอลลาร์สหรัฐร้อยละ 99 ซึ่งการใช้เงินสกุลอื่นในการทำการค้ากับจีนจะทำให้มีต้นทุนตามมา

เมื่อเดือน ก.พ. 2557 ธนาคารกลางจีนได้ปลดล็อคการผันผวนของค่าเงินหยวนจาก ± ร้อยละ 1 เป็น ± ร้อยละ 2 ซึ่งน่าจะส่งผลให้ค่าเงินหยวนไม่มีแนวโน้มแข็งตัวขึ้นต่อเนื่องอีกต่อไป หรืออาจอ่อนตัวได้ในอนาคตเพื่อช่วยกระตุ้นการส่งออกของจีน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาการส่งออกลดลงทำให้เกิดแรงกดดันต่อค่าเงิน ดังนั้นผู้ค้าจีนต้องเริ่มหันมาทำธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน มากขึ้น ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นและอาจผลักภาระให้ผู้ซื้อโดยการขึ้นราคาสินค้า

ประโยชน์ที่อาจได้รับจากการทำธุรกรรมในรูปเงินหยวน อาทิ หากผู้นำเข้าไทยทำสัญญากับผู้ส่งออกจีนในรูปเงินหยวน ก็อาจสามารถต่อรองลดราคาสินค้าลงได้ เนื่องจากจีนจะมีต้นทุนถูกลงเช่นกัน นอกจากนี้ ในการเปิด L/C ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐโดยปกติจะทำได้ในระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน หากเกินกว่านั้นจะต้องขออนุญาต เนื่องจากจีนมีการกีดกันในรูปโควต้าการเปิด L/C ในสกุลดอลลาร์สหรัฐระยะยาว แต่หากทำในรูปเงินหยวนจะไม่มีข้อจำกัดนี้ และนโยบายรัฐบาลจีนที่จะส่งเสริมให้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักจะยิ่งเอื้อให้ การทำธุรกรรมในรูปเงินหยวนได้สิทธิประโยชน์สูงขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบัน margin อัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินดอลลาร์สหรัฐกับเงินหยวน (กรณีไม่ใช่ธนบัตร) แทบไม่ต่างกันแล้ว จึงเห็นว่าธุรกิจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปทำธุรกรรมกับจีนในรูปเงินหยวนทั้ง หมด เนื่องจากธุรกิจหลายแห่งทำธุรกิจกับหลายประเทศคู่ค้า การต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินสองสกุลอาจสร้างความสับสนได้ แต่ควรจะเปิดช่องทางสำหรับการดำเนินธุรกรรมในรูปเงินหยวนไว้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คู่ค้าชาวจีน จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการเจรจาธุรกิจมากขึ้น

5. ช่วงถาม - ตอบ

ภาพลักษณ์ไทยในสายตาจีน

ออท.ฯ ให้ความเห็นว่าโดยที่ไทยไม่ใช่ประเทศอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ จีนจึงหวังให้ไทยเป็นตัวเชื่อมความเข้าใจระหว่างจีนกับประเทศในอาเซียน ซึ่งกำลังมีปัญหาในทะเลจีนใต้ในปัจจุบัน ซึ่งในความเป็นจริงนอกจากการอ้างสิทธิในเขตแดนแล้วยังรวมถึงทรัพยากร ธรรมชาติใต้ทะเลอีกด้วย ด้วยเหตุนี้จีนจึงได้เสนอแนวคิดเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้มีความร่วมมือกัน และหวังว่าไทยจะมีบทบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากนโยบายการเข้ามามีบทบาทของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ หลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตใหม่ ๆ จีนต้องการให้ไทยเป็นตัวอย่างแก่ประเทศอื่น ๆ เช่นมาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งมีนโยบายกีดกันชาวจีน เนื่องจากไทยประสบความสำเร็จต่อการดำเนินนโยบายชาวจีนโพ้นทะเล

กสญ. ณ นครเซี่ยงไฮ้ เสริมว่าเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว ก่อนที่จีนจะเป็นประเทศคู่เจรจาของอาเซียน จีนต้องอาศัยไทยเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์กับอาเซียน เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่ไม่เคยมีปัญหากับจีนทางประวัติศาสตร์

กสญ. ณ นครกว่างโจว เพิ่มเติมว่า มี สกญ. อาเซียน 8 ประเทศตั้งอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง โดยไทยเป็นประเทศที่เป็นพันธมิตรที่แน่นแฟ้นของจีนเมื่อเปรียบเทียบกับ ประเทศอื่นในอาเซียน เช่นฟิลิปปินส์ที่มีปัญหากับจีนในทะเลจีนใต้ ทำให้ประสบปัญหาการกีดกันทางการค้า หรือมาเลเซียที่ยังมีปัญหาสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH370

อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อนำเข้าในรูปเงินหยวน

นายอนันต์ฯ ยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับวงเงินสินเชื่อเพื่อการนำเข้า (Trust Receipt: T/R) สำหรับเงินหยวนยังไม่ได้รับการปลดล็อค จึงยังอยู่ในระดับสูงที่กว่าร้อยละ 6 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของวงเงินในสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ที่ไม่เกินร้อยละ 3 จึงเป็นต้นทุนที่นักธุรกิจต้องนำไปประกอบการตัดสินใจ

ปัญหาการไม่รับ L/C ของบริษัทไทย

นายอนันต์ฯ ยอมรับว่าเป็นความจริงที่บริษัทจีนบางแห่งไม่รับ L/C ของธนาคารต่างชาติที่จีนไม่รู้จัก ซึ่งทางธนาคารฯ ได้ประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือลูกค้าแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาแล้ว เช่นส่งเจ้าหน้าที่ไปพบกับบริษัทผู้ค้าจีนพร้อมกับลูกค้า รวมทั้งเสนอการทำวงเงินค้ำประกันแก่ผู้ค้าจีน ซึ่งจะช่วยชดเชยและปิดช่องว่างที่จีนไม่รับ L/C ของบริษัทไทยได้

บรรยากาศงานเสวนา คลิก



อ้างอิงข้อมูลและรูปภาพจาก : กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ