ปกิณกะ

นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศของจีน ตอนที่ 2 การปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน (2521-2557)

29 Jul 2014   Views 15169

หลังจากครั้งที่แล้วทางเว็บไซต์ได้นำเสนอ พัฒนาการเศรษฐกิจของจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไปแล้ว
วันนี้ ตอนที่ 2 ทางเราจึงขอนำเสนอเรื่องการปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีนในช่วง 2521 - 2557 ดังนี้
ตอนที่ 1 คลิก

ตอนที่ 2 การปฏิรูปและการเปิดประเทศของจีนในช่วง 2521-2557

2.1 ช่วงก่อนการปฏิรูปเปิดประเทศจีน

เป็นประเทศสังคมนิยมที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน โดยรัฐบาลกลางเป็นผู้กำหนดเป้าหมายการเติบโต ราคา และปริมาณผลผลิต การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมา อาทิ นโยบาย The Great Leap Forward [1] และการปฏิวัติวัฒนธรรมส่งผลให้จีนเป็นประเทศที่ยากจน อดอยากและล้าหลัง แม้จีนมีสถานะยากจนภายใต้ระบอบสังคมนิยม ประชากรจีนมีโอกาสเข้ารับการศึกษาและได้รับบริการด้านการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง ซึ่งทำให้จีนมีแรงงานที่มีความรู้และสุขภาพดี อันเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา

2.2 การปฏิรูปเปิดประเทศจีน

เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศในปี 2520 ซึ่งเป็นผลจากการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 11 โดยจีนเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจแบบลองผิดลองถูกและค่อยเป็นค่อยไป หรือ "การคลำก้อนหินข้ามแม่น้ำ" แม้จีนมีการปรับเนื้อหาของการปฏิรูปตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เป้าหมาย/โจทย์ของการปฏิรูปยังคงเดิม ได้แก่

1. การพัฒนาจากประเทศเกษตรกรรม ซึ่งประชากรส่วนใหญ่มีความยากจน และอาศัยอยู่ในชนบท เป็นประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งมีประชากรกินดีอยู่ดี และอาศัยอยู่ในเขตเมืองเป็นหลัก
2. การเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาด สรุปได้ ดังนี้

2.2.1 การปฏิรูปภายใต้นายเติ้ง เสี่ยวผิง (2521-2535)

ในภาพรวมเป็นการปฏิรูปเพื่อนำกลไกตลาดมาปรับใช้อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงระบบวางแผนทางเศรษฐกิจ หรือ การปฏิรูปแบบ "รางคู่" โดยนโยบายการปฏิรูปที่สำคัญ ได้แก่

  1. การนำระบบcontract responsibility มาใช้ในภาคเกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม โดยอนุญาตให้เกษตรกรและรัฐวิสาหกิจนำผลผลิตส่วนเกินจากโควตาที่ต้องส่งให้รัฐไปขายในราคาตลาด
  2. นโยบายเปิดประเทศ โดยจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 แห่งในปี 2522 (เมืองเซินเจิ้น เมืองจูไห่ เมืองซ่านโถวในมณฑลกวางตุ้ง และเมืองเซี่ยเหมินในมณฑลฝูเจี้ยน) ซึ่งต่อมาได้เพิ่มแห่งที่ 5 คือ มณฑลไห่หนาน
  3. นโยบาย“เปลี่ยนกำไรให้เป็นภาษี”รัฐบาลจีนได้ยกเว้นการส่งมอบกำไรของรัฐวิสาหกิจที่เดิมต้องส่งคืนให้รัฐทั้งหมด โดยหันมาจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลแทน ทำให้รัฐวิสาหกิจสามารถนำกำไรที่เหลือจากเสียภาษีไปลงทุนต่อยอดได้
  4. อนุญาตให้จัดตั้งบริษัทเอกชนที่มีพนักงานไม่เกิน 8 คน และให้เกษตรกรสามารถเข้ามาทำงานในเขตเมือง

2.2.2 การปฏิรูปภายใต้ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน และนายกรัฐมนตรีจู หรงจี (2535 – 2546)[2]

รัฐบาลได้อนุญาตการแลกเปลี่ยนเงินหยวนได้อย่างเสรีในการซื้อขายสินค้าและบริการ (full current account convertibility) แต่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีในการลงทุน และจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ในปี 2544 นอกจากนี้ ยังได้ริเริ่มโครงการพัฒนาภาคตะวันตก ปฏิรูประบบภาษีและภาคการธนาคาร รวมทั้งปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ และแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

2.2.3 การปฏิรูปภายใต้ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา และนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า (2546-2556)

หัวใจของการปฏิรูป คือ

  1. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยลดการพึ่งพิงการลงทุนและการส่งออก และส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ
  2. การส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางสังคม
  3. การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

โดยนโยบายสำคัญ ได้แก่ การกำหนดให้อุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ๗สาขาเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายและกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจจีนในอนาคตตลอดจนการสร้างระบบสวัสดิการเช่น การสร้างที่อยู่อาศัยให้ผู้ยากไร้การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละปี

2.2.4 การปฏิรูปภายใต้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง (2556-ปัจจุบัน)

ผู้นำรุ่นที่ 5 ของจีนได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมีนาคม 2556 และได้ประกาศทิศทางใน การปฏิรูปในเอกสารผลลัพธ์การประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดที่ 18 ซึ่งมีรายละเอียดเพิ่มเติมในแผนแม่บท 60 ข้อที่ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 ได้แก่

  • การเปิดเสรีภาคบริการ ภาคการเงิน ภาคพลังงาน และภาคการผลิตอื่น ๆ ที่เคยกีดกันการลงทุนจากภาคเอกชนและการลงทุนจากต่างชาติ
  • การกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราที่สูงกว่าเดิม
  • การทบทวนนโยบายลูกคนเดียว
  • การปฏิรูประบบการคลังและโครงสร้างภาษีเพื่อแก้ปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลท้องถิ่น
  • การปฏิรูปที่ดินในเขตชนบทและการพัฒนารวมทั้งขยายเขตเมือง
  • การเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยผ่อนปรนการควบคุมราคาพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากยิ่งขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมหนักต้องแบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและให้ผลงานการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดรัฐบาลท้องถิ่น

ทั้งนี้ แผนงานปฏิรูปเหล่านี้บ่งชี้ว่าแนวทางในการปฏิรูปของรัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากรัฐบาลชุดก่อนมากนัก โดยยังคงเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเพิ่มบทบาทกลไกตลาด โดยลดการแทรกแซงจากภาครัฐและการผ่อนปรนกฎระเบียบต่าง ๆ รวมทั้งการเปิดประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเปิดเสรีบริเวณพรมแดนทางบกและการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานภายในภูมิภาค ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการพัฒนาเขตเมือง

ผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้แก่

  1. การจัดตั้งคณะทำงานส่วนกลางระดับผู้นำว่าด้วยการยกระดับการปฏิรูปประเทศ โดยมีประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธานเพื่อทำหน้าที่ประสานงานด้านนโยบายระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ
  2. การจัดตั้งเขตทดลองการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ เพื่อทดลองการเปิดเสรีภาคการบริการ และได้อนุมัติให้จัดตั้งเขตทดลองฯ ในลักษณะเดียวกันในอีก 12 พื้นที่
  3. การ ลดหย่อนกฎระเบียบและขั้นตอนความเข้มงวดในการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้ระบบจดทะเบียนแทนการขออนุมัติ
  4. การผ่านร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่มีความเข้มงวดมากขึ้น
  5. การทบทวนนโยบายลูกคนเดียว
  6. การปล่อยเสรีดอกเบี้ยเงินกู้ และวางแผนจะปล่อยเสรีดอกเบี้ยเงินฝากในอีก 2 ปี ข้างหน้า


  • [1] นโยบายก้าวกระโดดไปข้างหน้า ริเริ่มเป็นครั้งแรกในปี 2501 โดยนายเหมา เจ๋อตง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาให้จีนเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้นโยบายดังกล่าว รัฐบาลจีนได้เคลื่อนย้ายประชาชนไปอยู่รวมกันในลักษณะคอมมูน แต่ละคอมมูนมีระบบการจัดการให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่นมีการทำเกษตรกรรม ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม โรงเรียนและโรงพยาบาล พร้อมทั้งส่งเสริมการต่อสู้ระหว่างชนชั้นนายทุนและชนชั้นแรงงาน มีการยึดทรัพย์และที่ดินของนายทุนมาเป็นของรัฐอีกด้วย การดำเนินนโยบายดังกล่าวส่งผลให้จีนเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่ และมีประชาชนเสียชีวิตจากการอดอยากจำนวนมาก ก่อนจะถูกยกเลิกไปในปี 2504
  • [2] นายจู หรงจี เป็นรองนายกรัฐมนตรีปี 2536-2541 ควบตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางจีนปี 2536-2538 ด้วย ก่อนจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปี 2541-2546

อ้างอิงข้อมูลจาก : กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ
ขอบคุณรูปภาพจาก : www.chaoprayanews.com