ปกิณกะ

นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศของจีน ตอนที่ 3 แนวโน้มเศรษฐกิจจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า

30 Jul 2014   Views 10372

จาก 2 ตอนที่ผ่านมาได้นำเสนอปูมหลังเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน และพัฒนาการการปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาไปแล้วนั้น
วันนี้ทางเราขอนำเสนอตอนที่ 3 คือ แนวโน้มเศรษฐกิจจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า
ตอนที่ 1 คลิก
ตอนที่ 2 คลิก

3. แนวโน้มเศรษฐกิจจีนในอีก 5 ปีข้างหน้า

3.1 เศรษฐกิจจีนจะเติบโตช้าลงกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมาและมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ในระยะสั้นและระยะกลางกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตประมาณร้อยละ 7 ในปี 2557 และร้อยละ 7.3 ในปี 2558 โดยเชื่อมั่นว่าจีนจะสามารถหลีกเลี่ยง ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเฉียบพลัน (hard landing) หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปได้ตามที่ประกาศไว้ ในขณะที่ Economist Intelligence Unit (EIU) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะขยายตัวร้อยละ 7.3 ในปี 2557 และ เติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 6.7 ระหว่าง 2557-2561 แม้แนวทางการดำเนินนโยบายปฏิรูปของรัฐบาลปัจจุบันจะเดินมาถูกทิศทาง แต่อาจไม่สามารถดำเนินได้อย่างเต็มที่และทันท่วงที เนื่องจากได้รับการต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์เก่าที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิรูป จึงคาดว่าฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์อาจจะแตกในที่สุด จนกลายเป็นชนวนให้จีนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเฉียบพลัน เช่นเดียวกับญี่ปุ่นเมื่อหลายทศวรรษก่อน

3.2 การค้า

การขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลางและนโยบายส่งเสริมการบริโภคของภาครัฐจะส่งผลให้อุปสงค์ของจีนต่อสินค้านำเข้าเติบโตอย่างรวดเร็ว แซงหน้าการเติบโตของมูลค่าการส่งออก ส่งผลให้สัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP จีนปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดย EIU คาดว่าจีนจะเริ่มขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2561 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะขาดดุลด้านบริการมากขึ้น เนื่องจากการเปิดเสรีภาคบริการและการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น

3.3 การลงทุน

รัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้า-ออก (capital controls) เพื่อส่งเสริมให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินระหว่างประเทศ จึงเป็นไปได้ว่าการลงทุนของวิสาหกิจจีนในต่างประเทศและการลงทุนของต่างประเทศในจีน โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ (portfolio investment) จะเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ EIU คาดว่าจีนจะเปิดเสรีบัญชีทุนอย่างเต็มรูปแบบ (capital account liberalization) ภายในปี 256๐

3.4 การแข็งค่าของเงินหยวน

ที่ผ่านมาธนาคารกลางจีนได้แทรกแซงเพื่อรักษาให้ค่าเงินหยวนอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก ดังนั้น เมื่อรัฐบาลผ่อนปรนให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น เงินหยวนน่าจะแข็งค่าในระยะยาว ทั้งนี้ การอ่อนค่าลงของเงินหยวนเมื่อต้นปี 2557 น่าจะเป็นผลจากการแทรกแซงโดยธนาคารกลางจีนที่ต้องการให้นักลงทุน (โดยเฉพาะนักเก็งกำไรค่าเงิน) ตระหนักว่าการเก็งกำไรค่าเงินหยวนเป็นการพนันที่มีความเสี่ยงสองทาง (two-way bet) เพื่อลดแรงจูงใจในการเก็งกำไรค่าเงิน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า ค่าเงินหยวนน่าจะยังคงแข็งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อาจจะมีความผันผวนมากขึ้น ก่อนจะเริ่มอ่อนตัวลงในปี 2561 เมื่อจีนเริ่มจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

3.5 อัตราเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้

IMF คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปี 2558-2559 น่าจะเฉลี่ยอยู่ในร้อยละ 3 ต่อปี ในขณะที่ EIU คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ในปี 2558-2561 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มจะปรับลดลง และเงินหยวนน่าจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาสินค้านำเข้าปรับตัวลดลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงมาก เมื่อคิดเป็นเงินหยวน

3.6 ความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว

คาดว่าจีนจะต้องเผชิญ ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพิงการลงทุนมากเกินไป ปัญหาธนาคารเงา[1] ปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลท้องถิ่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหากับดับประเทศรายได้ปานกลาง ปัญหาสังคมผู้สูงอายุและการขาดแคลนแรงงาน ต่อไปอีกในระยะกลางและระยะยาว โดยความสำเร็จในการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของพัฒนาอย่างยั่งยืนของจีนในอนาคต

นอกจากนี้ จีนยังจะต้องเผชิญกับความท้าทายรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากนโยบายปฏิรูปเปิดประเทศ เช่น ความเสี่ยงและความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากการเปิดเสรีตลาดการเงินและภาคบริการ ซึ่งจีนจะต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพและผลสำเร็จในการใช้นโยบายทางการเงินและการคลังเพื่อควบคุมเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomic control) และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอก (internal and external shocks)



[1] ระบบธนาคารเงา เป็นการให้สินเชื่อทางตรง หรือทางอ้อมโดยสถาบันการเงินอื่นที่ไม่ใช่ธนาคาร เช่น กองทุนรวม บริษัทประกัน หรือ นักลงทุนประเภทสถาบัน โดยส่วนมากไม่ได้รับการกำกับดูแลที่เข้มงวดจากธนาคารกลาง และเนื่องจากสถาบันการเงินในระบบธนาคารเป็นผู้ลงทุนหลักในตราสารการเงิน ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงเป็นสินเชื่อด้อยคุณภาพ หากเกิดปัญหาสภาพคล่อง ก็จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อไปยังระบบธนาคารพาณิชย์อีกทอดหนึ่งด้วย

อ้างอิงข้อมูลจาก : กองเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ
ขอบคุณรูปภาพจาก : www.scbsme.com