ปกิณกะ

นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศของจีน ตอนที่ 1 พัฒนาการเศรษฐกิจจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

21 Jul 2014   Views 64923

ทาง eastasiawatch ขอนำเสนอบทความเรื่องนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศของจีน ซึ่งจะมีการแบ่งเนื้อหาเป็น 4 ตอนด้วยกัน วันนี้ขอนำเสนอ
ตอนที่ 1 พัฒนาการเศรษฐกิจจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

1. พัฒนาการเศรษฐกิจจีนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

1.1 ภาพรวม

1.1.1 ตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา จีนเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ
และเมื่อคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โดยคำนึงถึงกำลังซื้อ (purchasing power parity: PPP) มีการคาดการณ์ว่าจีนจะก้าวขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลกภายในทศวรรษนี้ นอกจากนี้ ในปี 2556 จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้า และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก รวมทั้งเป็นเจ้าหนี้สำคัญของหลายประเทศ แม้จีนมีรายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP per capita) สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1,500 ดอลาร์สหรัฐในปี 2547 เป็น 6,910 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2556 จำนวนดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐฯ (ประมาณ 1 ใน 10 ของ GDP เฉลี่ยต่อหัวของสหรัฐฯ) ซึ่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจเหล่านี้สะท้อนว่า ในด้านหนึ่งจีนอาจจะเป็นมหาอำนาจที่บทบาทและมีอิทธิพลมากขึ้นในเวทีเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันจีนยังคงเป็นประเทศรายได้ปานกลางซึ่งเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และความเหลื่อมล้ำด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างมณฑลที่ตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งทะเลกับมณฑลภายใน

1.1.2 ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนขยายตัวโดยเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี
โดยได้เติบโตสูงสุดถึงร้อยละ 14.2 ในปี 2550 ก่อนจะชะลอตัวลงในปี 2551-2552 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก อันส่งผลให้รัฐบาลใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยอัดฉีดสภาพคล่องกว่า 4 แสนล้านหยวน เข้าสู่ตลาดจนทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา และมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในขณะที่อุปสงค์จากชาติตะวันตกซบเซา

1.1.3 ในปี 2555-2556 เศรษฐกิจจีนได้ชะลอตัวลงอีกครั้งโดยมีสาเหตุจาก

  1. นโยบายการปฏิรูปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อมุ่งเน้นให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยลดการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออก อาทิ การควบคุมการให้สินเชื่อ และการระงับการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของภาครัฐ และหันไปเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและใช้อุปสงค์ภายในเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจแทน
  2. การลดลงของกำลังแรงงาน (labor force) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา
  3. อัตราการเติบโตของผลิตภาพการผลิต (productivity) ในจีนที่ชะลอตัวลง สืบเนื่องจากจีนได้พัฒนาเทคโนโลยีจนถึงขั้นสูงแล้ว
  4. การซบเซาทางอุปสงค์ของประเทศตะวันตก ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2551 เป็นต้นมา ส่งผลให้ภาคการส่งออกจีนซบเซาตามไปด้วย

1.2 โครงสร้างเศรษฐกิจ

1.2.1 เศรษฐกิจจีนยังคงพึ่งพาการลงทุนเป็นหลัก
โดยสัดส่วนของการลงทุนต่อ GDP ค่อนข้างสูง ในขณะที่สัดส่วนของการบริโภคภาคเอกชนต่อ GDP ค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ [1] ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา และการส่งออกมีบทบาทลดลงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อันเป็นผลมาจากการซบเซาทาง อุปสงค์ของประเทศตะวันตก และการแข็งค่าของเงินหยวน

1.2.2 รัฐบาลจีนตั้งแต่ยุคประธานาธิบดีหู จิ่นเทา และนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า เป็นต้นมา ตระหนักดีว่าการลงทุนที่มากเกินไป (overinvestment)
เป็นบ่อเกิดของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของจีน เช่น ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (overcapacity) ปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลท้องถิ่น และปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงได้พยายามปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เช่น การพัฒนาเขตเมืองเขตเมือง [2] การส่งเสริมการเติบโตของชนชั้นกลาง ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว [3] การพัฒนาประสิทธิภาพของการเชื่อมโยงทางถนนและรถไฟ การเสริมสร้างระบบสวัสดิการสังคม การพัฒนา SME ซึ่งเป็นตัวสร้างงานที่สัดส่วนเพิ่มมากขึ้นในสังคมจีน และการให้รัฐวิสาหกิจจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น

1.2.3 ภาคบริการของจีนกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
โดยเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการจ้างงานให้กับจีนมากที่สุดในปี 2556 ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2553 จีนเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยภาคการผลิต (manufacturing sector) สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจถึงร้อยละ 30.5 ของ GDP ในปี 2555 ซึ่งสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับ สหรัฐฯ (ร้อยละ 12.3) และญี่ปุ่น (ร้อยละ 18.7)

1.3 บทบาทรัฐวิสาหกิจ

เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของรัฐวิสาหกิจกับวิสาหกิจทั้งหมดของจีน และสัดส่วนการจ้างงานของ

รัฐวิสาหกิจกับการจ้างงานของวิสาหกิจโดยรวม สัดส่วนของรัฐวิสาหกิจดังกล่าวมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในปี 2555 รัฐวิสาหกิจยังคงครอบครองทรัพย์สิน (asset) กว่าร้อยละ 50 ของประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งสะท้อนว่าจีนกำลังดำเนินการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนยังคงควบคุมภาคอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ภาคพลังงาน และภาคการธนาคาร

1.4 การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นของจีน

1.4.1 จีนกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (aging society)
โดยกำลังแรงงาน (กลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 15 – 59 ปี) ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 ในขณะที่สัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้น มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2593 จำนวน 1 ใน 4 ของประชากรจีนจะมีอายุมากกว่า 65 ปี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของจีน และทำให้จีนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขมูลค่ามหาศาล ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงมีการทบทวนนโยบายบุตรคนเดียวซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2523 โดยเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2556 รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้คู่สมรสซึ่งเป็นบุตรคนเดียวทั้งคู่สามารถมีบุตรได้ 2 คน

1.4.2 กำลังแรงงานที่ลดลงจะส่งผลให้ค่าแรงโดยเฉลี่ยในจีนบวกกับค่าประกันสังคมเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต
จากเดิมที่เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10.56 ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจะทำให้จีนสูญเสียความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกและด้านความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก อันส่งผลให้บริษัทภายในประเทศและต่างประเทศย้ายฐานผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม โดยที่จีนยังคงมีแรงงานประเภททักษะจำนวนมาก และมีเทคโนโลยีในการผลิตที่ทันสมัย รวมทั้งรัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในการวิจัยและการพัฒนา (R&D) คาดว่าจีนจะสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติต่อไปได้ในอีก 4 ปีข้างหน้า [4]

1.5 พฤติกรรมการบริโภคของชาวจีน

ในทศวรรษที่ผ่านมา ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตในจีนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยในปี 2556 จีนมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 618 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 730 ล้านคนในอีก 2 ปีข้างหน้า ส่งผลให้ธุรกิจ e-commerce และ การระดมทุนทางอินเตอร์เน็ตเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เช่น เมื่อปี 2555 กลุ่มอาลีบาบาซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเว็บไซต์ซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์ taobao และ tmall มีมูลค่าการซื้อขายรวม 1.1 ล้านล้านหยวน มากกว่ายอดการซื้อขายออนไลน์บนเว็บไซต์ Amazon และ eBay ของสหรัฐฯ รวมกัน นอกจากนี้ กลุ่มอาลีบาบายังมีแผนที่จะเข้าสู่ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ภายในปี 2557 และคาดว่าอาจระดมทุนได้มากถึง 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นการทำลายสถิติของ Facebook ที่ระดมทุนได้ 1.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2555

1.6 การพัฒนานวัตกรรมของจีน

รัฐบาลจีนตระหนักดีว่าการพัฒนานวัตกรรม ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นโยบายเศรษฐกิจและการเงิน ตลอดจนเทคนิคการบริหารจัดการเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มพูนผลิตภาพการผลิตของจีน และมูลค่าเพิ่มของสินค้าที่ผลิตในจีน ตลอดจนช่วยให้เศรษฐกิจจีนสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน รัฐบาลนายหู จิ่นเทา และนายเวิน เจียเป่าจึงได้เสนอแนวความคิด/ นโยบาย “วิทยาศาสตร์และการศึกษาสร้างชาติ”และได้ผลักดันให้แนวคิดดังกล่าวได้รับการบรรจุลงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีน 5 ปี ฉบับที่ 12เมื่อพิจารณาจากจำนวนการจดสิทธิบัตร จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ มากที่สุดในโลกในปัจจุบัน แซงหน้าสหรัฐ ฯ ตั้งแต่ปี 2555 และในปี 2556 จีนได้อนุมัติคำขอจดสิทธิบัตรถึง 1.31 ล้านฉบับ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26.3 จากปีก่อนหน้า แม้องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) จะให้การยอมรับว่านวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรในจีนมิได้ด้อยมาตรฐานไปกว่าประเทศอื่น ๆ แต่ประเทศตะวันตกยังคงมองว่าคำขอจดสิทธิบัตรในจีนถึงจะมีจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ด้อยคุณภาพ โดยเป็นเพียงการค้นพบที่ไม่มีนัยสำคัญและไม่มีคุณค่าเชิงพาณิชย์

1.7 การค้าต่างประเทศ

1.7.1 ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา มูลค่าการค้าของจีนเติบโตโดยเฉลี่ยร้อยละ 16.15 ต่อปี (การส่งออกเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 16.68 และการนำเข้าเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 15.64 ต่อปี)
ส่งผลให้ในปี 2556 จีนได้แซงหน้าสหรัฐฯ ในการเป็นประเทศที่มีมูลค่าการค้าสูงสุดในโลก โดยเป็นประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดในโลก (2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 2 ของโลก (1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) รองจากสหรัฐฯและในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้เปรียบดุลการค้าระหว่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง คู่ค้าที่สำคัญของจีนได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐฯ อาเซียน และญี่ปุ่น ตามลำดับ (ไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่13 ของจีน) โดยตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (ไทยเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 17 ของจีน) ในขณะที่แหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป อาเซียน และเกาหลีใต้(ไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 13 ของจีน)โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า เครื่องจักร สิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ถ่ายภาพ/ การแพทย์ เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญของจีน ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้า แร่ธาตุเชื้อเพลิงและพลังงาน ชิ้นส่วนยานยนต์ และพลาสติก เป็นต้น

1.7.2 ปัจจุบัน จีนได้มีการจัดทำความตกลงการค้าเสรีในกรอบพหุภาคีและทวิภาคีรวม 9 ฉบับ กับประเทศ/ เขตเศรษฐกิจ
ได้แก่ อาเซียน ชิลี คอสตาริกา ฮ่องกง มาเก๊า นิวซีแลนด์ ปากีสถาน เปรู และสิงคโปร์

นอกจากนี้ จีนยังมีความตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอย่างรอบด้านกับไต้หวัน และอยู่ระหว่างการเจรจาจัดทำความตกลงการค้าเสรีกับคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (CCASG) ออสเตรเลีย ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ สหภาพศุลกากรแอฟริกาใต้ และเมื่อปี 2555 ได้เริ่มเข้าร่วมการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในกรอบอาเซียน และความตกลงการค้าเสรี 3 ฝ่ายกับเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

1.8 การลงทุนจากต่างประเทศและการลงทุนในต่างประเทศของจีน

1.8.1 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีน (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มสูงขึ้นอย่างโดดเด่นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โดยมูลค่าการลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างชาติในปี 2555 สูงเป็น 5 เท่าในปี 2547ทำให้ในปัจจุบันจีนเป็นประเทศรับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติมากเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯ ประเทศที่เข้าไปลงทุนในจีนลำดับต้นๆ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาลจีน เพื่อประโยชน์ในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่จากการลงทุนต่างชาติมาประยุกต์ใช้ในโรงงานจีน และการอาศัยจีนเป็นฐานในการส่งออกไปยังประเทศที่สาม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างผลิตภาพการผลิต และกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มพูนมูลค่าการค้าแก่จีน ในปี 2556 การส่งออกของบริษัทต่างชาติที่ลงทุนในจีนมีสัดส่วนถึงร้อยละ 47.6 ของการส่งออกทั้งหมด และนำเข้าถึงร้อยละ 44.8 ของการนำเข้าทั้งหมดของจีน

1.8.2 การลงทุนของจีนในต่างประเทศตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนประกาศยุทธศาสตร์สนับสนุนวิสาหกิจจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศ หรือ "go global strategy"
และได้ผ่อนคลายการควบคุมการลงทุนในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบายเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมหาศาล และแสวงหาช่องทางในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ส่งผลให้จีนมีการขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างปี 2550 - 2551 ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเข้าซื้อและควบรวมกิจการบริษัทในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก และวิกฤตหนี้สาธารณะในทวีปยุโรป และในปี 2555 จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในต่างประเทศสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นการลงทุนจากภาครัฐของจีน เช่น รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ และChina Investment Corporation (CIC) [5] ในภาคอุตสาหกรรมพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีระดับสูง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ ในปี 2555 ประเทศที่จีนได้เข้าไปลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ฮ่องกง สหรัฐฯ คาซัคสถาน สหราชอาณาจักร และเกาะบริติชเวอร์จิน

1.9 การผลักดันเงินหยวนให้เป็นสกุลเงินระหว่างประเทศ (RMB Internationalization)

รัฐบาลจีนริเริ่มโครงการทดลองผลักดันเงินหยวนให้เป็นสกุลเงินระหว่างประเทศในปี 2550 ด้วยการออกพันธบัตรในสกุลเงินหยวนที่ฮ่องกง และได้อนุญาตให้ใช้เงินหยวนในการชำระค่าสินค้าและบริการตั้งแต่ปี 2553 รวมทั้งให้ใช้เงินหยวนในการลงทุนโดยตรงในจีนตั้งแต่ปี 2554 ทั้งนี้ ในช่วงต้นปี 2557 เงินหยวนของจีน เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการ มากที่สุดเป็นอันดับที่ 7 ในโลก (ร้อยละ 1.39 ) โดยเติบโตร้อยละ 30.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเป็นสกุลเงินที่ใช้ในการให้บริการทางสินเชื่อเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (trade finance) มากเป็นอันดับ 2 ของโลก (ร้อยละ 8.66 ) ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญของการใช้สกุลเงินหยวนชำระค่าสินค้าและการลงทุน ได้แก่ มาตรการการเคลื่อนย้ายเงินทุนของจีน และบัญชีทุนของจีนที่ยังไม่เปิดเสรี

2.0 จีนกับเวทีเศรษฐกิจโลก

ระบบการค้าและการเงินระหว่างประเทศที่มีเสถียรภาพ และมีประสิทธิภาพมีความสำคัญต่อจีนอย่างยิ่ง แม้ที่ผ่านมา จีนเป็น "ผู้เล่น" ในเวทีเศรษฐกิจโลกที่ต้องทำตามกฎกติกาที่บัญญัติขึ้นโดยประเทศตะวันตก แต่เมื่อจีนมีอำนาจทางเศรษฐกิจ ทางการทหาร และมีความเชื่อมั่นในบทบาทระหว่างประเทศมากขึ้น จีนจึงประสงค์มีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลกในฐานะผู้กำหนดกฎกติกา เช่น

  1. การเป็นแรงกำลังสำคัญในการผลักดันแผนการปฏิรูป IMF ปี 2553
    ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและให้ประเทศเศรษฐกิจใหม่ (emerging market) มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสถานะให้จีนและเพิ่มพันธกรณีในการเป็นสมาชิกที่ให้เงินทุนสนับสนุนใน IMF เป็นอันดับ 3 รองลงมาจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยปัจจุบันแผนงานดังกล่าวยังไม่มีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังไม่ได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาสหรัฐฯ
  2. การผลักดันการจัดตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างขั้นพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB)
    ซึ่งหลายฝ่ายเห็นว่าเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่น
  3. การผลักดันกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
    เช่น RCEP และ ASEAN-China FTA ใน กรอบอาเซียน และ Asia Pacific Free Trade Area (FTAAP) ในกรอบ APEC เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับกรอบ TPP ที่ริเริ่มโดยสหรัฐฯ


  • [1] ในปี 2556 การลงทุนมีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 46.8 ของ GDP จีน ในขณะที่การบริโภคโดยภาคเอกชน (private consumption) คิดเป็นร้อยละ 36.8 ของ GDP ที่ผ่านมา การขยายตัวเศรษฐกิจเป็นผลมาจากการขยายตัวของการลงทุน โดยประมาณ 1 ใน 2 ของการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นผลมาจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น (ในปี 2552 ร้อยละ 94 ของการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเป็นผลมาจากการขยายตัวของการลงทุน) รองลงมาได้แก่ การบริโภคของภาคเอกชน และการส่งออกสุทธิ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ อาทิ สหรัฐฯ ซึ่งการบริโภคของภาคเอกชนเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (การลงทุนคิดเป็นร้อยละ 15.3 ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนคิดเป็นร้อยละ 68.5 ของ GDP ในปี 2556) ญี่ปุ่น (การลงทุนคิดเป็นร้อยละ 21.7 ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนคิดเป็นร้อยละ 61.2 ของ GDP ในปี 2556) และอินเดีย (การลงทุนคิดเป็นร้อยละ 29.5 ขณะที่การบริโภคของภาคเอกชนคิดเป็นร้อยละ 55.2 ของ GDP ในปี 2556)
  • [2] นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เคยกล่าวไว้ว่าชาวจีนที่ย้ายเข้ามาอาศัยในเขตเมืองสามารถช่วยเพิ่มมูลค่าการบริโภคภายในประเทศได้โดยเฉลี่ยคนละ 10,000 หยวน (ประมาณ 50,000 บาท)
  • [3]คาดว่าภายในปี 2563 จีนจะมีชนชั้นกลางเป็นประชากรมากถึงกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ
  • [4] Deloitte ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลก (จัดทำ global manufacturing index) ได้จัดให้จีนเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจนถึงปี 2561
  • [5] China Investment Corporation (CIC) เป็น 1 ใน 5 บริษัทที่มีหน้าที่บริหารจัดการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของจีน (sovereign wealth fund ) จำนวน 1 กองทุน ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2550โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีความหลากหลาย (diversify) และให้ผลตอบแทนสูง ทั้งนี้ CIC อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงจากรัฐบาลกลาง และได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการคลังจีนให้เป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีความสำคัญในลำดับแรกในการไปลงทุนในต่างประเทศของภาครัฐ ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินสูงเป็นอับดับ 5 ของโลก (575 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และมุ่งลงทุนในภาคการเงิน อุตสาหกรรม IT อาหาร พลังงาน และเหมืองแร่

ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมเอเชียตะวันออก 3 กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ
ขอบคุณรูปภาพจาก : www.matichon.co.th