ปกิณกะ

นครฝูโจวจะเป็นเมืองหลักในเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21

03 Dec 2014   Views 8024 นครฝูโจวจะเป็นเมืองหลักในเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเซี่ยเหมินได้แจ้งข่าวเศรษฐกิจจากสื่อออนไลน์ What’s on Xiamen? (ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557)

เรื่อง "นครฝูโจวจะเป็นเมืองหลักในเส้นทางสายไหมทางทะเล ในศตวรรษที่ 21"

ซึ่งกล่าวถึงศักยภาพของมณฑลฝูเจี้ยนทางด้านประมงและ Logistics เพื่อให้เป็น ศูนย์กลางความร่วมมือในเส้นทางสายไหมทางทะเลระหว่างจีนและอาเซียน กล่าวคือ มณฑลฝูเจี้ยน ถือเป็น 1 ใน 14 ท่าเรือหลัก จากนโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศในทศวรรษ 1970 โดยในปี ค.ศ. 1985 กองเรือประมงแล่นจากนครฝูโจว (เมืองหลวงของมณฑลฝูเจี้ยน) ไปถึงทวีป แอฟริกา และถือเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมประมงน้ำลึกของจีน นโยบายเส้นทางสายไหมทางทะเล ในอดีต จึงถือเป็นการเปิดประตูฝูโจวสู่โลกภายนอก โดยทำให้ปริมาณการค้าเติบโตถึงร้อยละ 55

รัฐบาลมณฑลฝูเจี้ยนมีแผนที่จะพัฒนาเศรษฐกิจทางทะเลของนครฝูโจวให้รุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยใช้ประโยชน์จากนโยบายส่งเสริม “เส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road)” ในศตวรรษที่ 21 ของจีน เนื่องจากนครฝูโจวมีบทบาทสำคัญในการเดินเรือทางทะเลของจีนมานานกว่า 5,000 ปีแล้ว โดยเป็น 1 ใน 4 ท่าเรือหลักของจีนที่เชื่อมโยงคาบสมุทรอินโดจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และเป็นหนึ่งในท่าเรือที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบนเส้นทางสายไหมทางทะเลในอดีต

ปัจจุบัน นครฝูโจวมีการติดต่อการค้ากับ 217 ประเทศและภูมิภาค มีบริษัทไต้หวันตั้งอยู่กว่า 2,000 แห่ง และมีบริษัท 93 แห่ง (ซึ่งได้รับการจัดอันดับ 500 แห่งใน Fortune Global) ได้มาลงทุนในมณฑลฝูเจี้ยนด้วย

นครฝูโจวมีพื้นที่ทางทะเล 10,573 ตร.กม. มีเกาะทั้งหมด 865 แห่ง และมีความยาวตามแนวชายฝั่งทะเล 902 กม. มีท่าเรือน้ำลึก 3 แห่ง ได้แก่ ท่าเรือลั่วหยวน ท่าเรือฝูชิง และท่าเรือซิ่งหวา ซึ่งเหมาะสำหรับการสร้างอู่ต่อเรือที่มีขนาดรองรับเรือเดินสมุทรขนาด 30 ตัน และยังมีสัตว์น้ำทางทะเลอีกกว่า 1,600 ชนิด

ในปี ค.ศ. 2013 นครฝูโจวมีรายได้จากผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ 1.6 พันล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 34 ของ GDP ของมณฑล นอกจากนี้ เศรษฐกิจด้านประมงของนครฝูโจวมีมูลค่าสูงถึง 90 พันล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 45 ของ GDP ของมณฑล ความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนานครฝูโจวให้เป็นเมืองหลักในเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21

เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ค.ศ. 2014 มีการจัดตั้ง China-ASEAN Sea Products Exchange ในเขตท่าเรือ Mawei ซึ่งจะส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมงกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน และเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมประมงด้วย โดยศูนย์ดังกล่าวตั้งอยู่ในนครฝูโจว ขึ้นอยู่กับระทรวงเกษตรของจีน

ขณะเดียวกัน นครฝูโจวยังมีแผนจัดตั้ง Fisheries Industry Park ที่เขต Lianjiang โดยจะใช้พื้นที่ 1,200 เฮคเตอร์ และจะเป็นศูนย์การแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางทะเลและโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นอกจากนี้ นครฝูโจวมีแผนจัดตั้งศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศต่างๆ อาทิ อินโดนีเซีย ไทย และออสเตรเลีย เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้อจำกัดที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างการตั้งศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับการพัฒนาท่าเรือในมณฑล

สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเซี่ยเหมินมีความเห็นว่า มณฑลฝูเจี้ยนมีความได้เปรียบทั้งด้านทรัพยากรสัตว์น้ำ เหมาะสำหรับการประมงน้ำลึกและอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ โดยได้มีการจัดงาน Fuzhou International Fisheries Expo (FIFE) ระหว่างวันที่ 23-26 ต.ค. 2014 โดยได้เชิญให้ภาครัฐและเอกชนไทยเข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ การที่เป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ใกล้กับอาเซียน และมีหลายประเทศอาเซียนที่สืบเชื้อสายฮกเกี้ยน รวมทั้งมีชายฝั่งทะเลกว่า 902 กม. มณฑลจึงมีจุดแข็งด้านโลจิสติกส์ เหมาะสำหรับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยจะใช้ประโยชน์จากนโยบายเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 ของ ปธน. สี จิ้นผิง มาผลักดันการพัฒนาความสามารถและจุดแข็งของมณฑล ดังนั้น หากไทยและมณฑลฝูเจี้ยนมีการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกัน ก็จะสามารถอาศัยศักยภาพในทั้ง 2 ด้าน (ประมงและโลจิสติกส์) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางความร่วมมือในด้านเส้นทางสายไหมทางทะเล ระหว่างจีนกับประเทศที่อยู่ในเส้นทางสายไหมทางทะเลได้ เนื่องจากในประเทศที่อยู่ในเส้นทางฯ ที่เป็นประเทศอาเซียน นอกจากไทยแล้ว ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนามนั้น ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนมากที่สุด




ที่มาของข่าว สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเซี่ยเหมิน