เอกสารการประชุมสัมมนา

OECD Economic Outlook for Southeast Asia, China and India 2018 : Fostering Growth through Digitalization

17 Sep 2018   Views 1696 OECD Economic Outlook for Southeast Asia, China and India 2018 : Fostering Growth through Digitalization

สรุปรายงานเรื่อง “OECD Economic Outlook for Southeast Asia, China and India 2018 : Fostering Growth through Digitalization”


1. ภาพรวม

1.1 รายงาน OECD Economic Outlook for Southeast Asia, China and India เป็นรายงานที่จัดทำและเผยแพร่โดย OECD (Organisation for Economic Cooperation and Development) ในทุกสองปี เพื่อประเมินสภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียโดยมุ่งเน้นประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นสองประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาค โดยในรายงานฉบับปี ค.ศ 2018 OECD ได้จับตามองเป็นพิเศษเกี่ยวกับระบบดิจิทัลซึ่งเข้ามามีผลกระทบต่อภาคการผลิตและการบริการในภูมิภาคมากขึ้น   

1.2 OECD คาดการณ์ว่าในปี 2561 เศรษฐกิจจีนจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลงโดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 6.2 ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปี 2561 - 2565 ยังสามารถรักษาแนวโน้มการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 5.2 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากการบริโภคและการลงทุนด้านสาธารณูปโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมียนมา สปป. ลาว และกัมพูชา จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในอาเซียน 10 ขณะที่เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์และเวียดนามจะเติบโตมากที่สุดในกลุ่มประเทศ ASEAN-5 (อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม)  

2. ปัจจัยบวกต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออก

          2.1 การบริโภคของภาคเอกชนและการส่งออกที่เพิ่มขึ้น

          2.2 การผลิตของภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

          2.3 แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อมีความกดดันด้านราคาเพิ่มขึ้น      

          2.4 นโยบายการเงินปรับตัวดีขึ้น

          2.5 ความไม่แน่นอนจากภายนอกซึ่งมีผลเชิงบวกต่อตลาดทุนและนโยบายการคลังค่อนข้างมีเสถียรภาพและมีความต่อเนื่อง

3. ปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก

      3.1 การปรับนโยบายทางการเงินกลับสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็วในประเทศพัฒนาแล้วอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย (Emerging Asia) โดยที่ผ่านมาแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2558 ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในเอเชียนัก อย่างไรก็ดี หากประเทศพัฒนาแล้วปรับนโยบายทางการเงินกลับสู่สภาวะปกติในอัตราเร็วกว่าที่คาดการณ์ ก็อาจส่งผลให้ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนจากประเทศเกิดใหม่ นอกจากนี้ สภาพคล่องทางการเงินที่ลดลงของประเทศพัฒนาแล้วอาจทำให้ลดอุปสงค์การนำเข้าสินค้าลดลงซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการส่งออกของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ในเอเชีย

          3.2  การสะสมหนี้ภาคเอกชนก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในจีน สิงคโปร์และฮ่องกงที่อัตราส่วนหนี้สินต่อ GDP เพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ของบริษัทเอกชน ขณะที่ไทยและมาเลเซียมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นของหนี้สินเฉพาะภาคครัวเรือน  นโยบายชะลอการขยายสินเชื่อจึงอาจเป็นมาตรการที่เหมาะสมสำหรับหลายประเทศในเอเชียที่กำลังเติบโต เนื่องจากคาดว่าสภาพคล่องทางการเงินโลกจะยิ่งปรับตัวลดลงในระยะสั้น

    3.3 กฎเกณฑ์ด้านการค้าโลกอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากความตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ โดยความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค” (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) มีแนวโน้มที่จะปรับโครงสร้างกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในภูมิภาคให้กลายเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดมากขึ้น ทั้งนี้ RCEP มุ่งหวังที่จะกำหนดมาตรฐานที่สูงกว่าข้อตกลง ASEAN-plus-one ที่มีอยู่จึงมีความเป็นไปได้ว่าการเจรจาอาจต้องใช้เวลามากขึ้น นอกจากนี้ การเจรจา RCEP ยังมีแนวโน้มที่จะซับซ้อนมากขึ้นเนื่องจากความสนใจที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ โดยบางประเทศจะเน้นด้านการผลิตพื้นฐาน ขณะที่อีกหลายประเทศต้องการผลักดันให้มีการเปิดเสรีภาคบริการและการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีฝีมือ นอกจากนี้ การที่ข้อตกลง RCEP ไม่รวมถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ อาทิ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เหมาะสมในตลาดเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและป้องกันการอุดหนุนบริษัทท้องถิ่นและบริษัทต่างชาติภายในประเทศ ยังอาจส่งผลให้ภาคเอกชนไม่มีโอกาสแข่งขันอย่างเท่าเทียม

4. ระบบดิจิทัลในภาคการผลิตและการบริการ

          4.1 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย (Emerging Asia) ได้เปลี่ยนแปลงระบบการทำงานในเชิงอุตสาหกรรมทั้งด้านการผลิตและการบริการจากการปรับเข้าสู่ระบบดิจิทัล (Digitalization) ซึ่งเกิดจากการที่กลุ่มประเทศดังกล่าวนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยผลกระทบหลักๆจากการปรับระบบการทำงานดังกล่าวมีดังนี้   

(1) ด้านการค้า จากการสำรวจประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชียในช่วงปี ค.ศ. 2016 – 2018 พบว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้มีการผลิตสินค้าด้าน IT และป้อนข้อมูลด้าน ICT ผ่านการใช้อีเมล์และเว็บไซต์มากขึ้นด้วย โดยการเปลี่ยนทิศทางการผลิตที่เน้นด้านดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรโดยทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างเสรี ผู้ผลิตจึงสามารถลดต้นทุนการค้าขายได้ทั้งภาคบริการและการส่งออกสินค้า เห็นได้จากการที่หลายประเทศในภูมิภาคในช่วงปี 2543 - 2554 มีสัดส่วนการส่งออกภาคอุตสาหกรรมผ่านระบบดิจิทัลเพิ่มขึ้น

(2) ภาคอุตสาหกรรม ช่วยพัฒนาการผลิตและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้า (supplier) กับลูกค้าในรูปแบบใหม่ และทำให้มีการตอบสนองความต้องการอย่างทันท่วงที (real time)  นอกจากนี้ กิจกรรมการผลิตที่อาศัยระบบไอซีที (ICT) ยังเป็นส่วนสำคัญของการเจริญเติบโตและการพัฒนาของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอีกด้วย

(3) ภาคบริการ ทำให้สามารถส่งต่อข้อมูลผ่านโลกอินเทอร์เน็ตและการเชื่อมต่อทางโทรศัพท์ได้

(4) อัตราการผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity) การเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยพัฒนาระบบการผลิตภาคอุตสาหกรรมและช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า เนื่องจากระบบ ICT ช่วยส่งเสริมให้เกิดความโปร่งใสและการแข่งขันทางตลาดมากขึ้นอีกทั้งยังช่วยพัฒนาให้บริษัทมีความความยืดหยุ่นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง (economic shocks)  

4.2 ข้อเสนอแนะด้านนโยบายต่อระบบดิจิทัล

   (1) ควรมีการปรับเปลี่ยนนโยบายด้านการค้าและการลงทุน โดยพิจารณาประเด็นข้อจำกัดเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ สัญชาติของคณะกรรมการและผู้จัดการ และอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือ ซึ่งยังเป็นอุปสรรคด้านการลงทุนในภูมิภาคนี้

    (2) ควรพัฒนาและปฎิรูปโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพและกฎระเบียบ เนื่องจากการมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีมาตรฐานต่ำกว่าที่ควรจะเป็น อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย นอกจากนี้ ประชากรส่วนหนึ่งของภูมิภาคยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้ โดยจำนวนประชากรที่อยู่ในระบบออนไลน์ในอินเดีย อินโดนีเชีย และประเทศ CLM ยังมีน้อยกว่าร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด

  (3) ควรแก้ปัญหาด้านตลาดแรงงาน เนื่องจากการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลจะส่งผลให้แรงงานฝีมือ (Skilled Worker) ด้านเทคนิคและวิศวกรรมเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น อีกทั้งผู้กำหนดนโยบายจะต้องใส่ใจผลกระทบของการเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลที่มีต่อสังคม แม้เทคโนโลยีจะช่วยเชื่อมต่อผู้คนในสังคมแต่ก็อาจทำให้ผู้คนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีมีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่เกี่ยวข้องได้น้อยลง 

* * * * * * * *

ทีมประชาสัมพันธ์

กรมเอเชียตะวันออก

กันยายน 2561