ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

บทความพิเศษจากนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - เวียดนาม

20 Oct 2016   Views 25954 บทความพิเศษจากนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสครบรอบ ๔๐ ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย - เวียดนาม

ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามในช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมา

วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๙ เป็นวันที่ครบรอบ ๔๐ ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – เวียดนาม ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรไมตรีที่สำคัญระหว่างสองประเทศ ตลอดระยะเวลา ๔๐ ปีที่ผ่านมา ไทยกับเวียดนามมุ่งมั่นรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน และพัฒนาความสัมพันธ์อย่างรอบด้านในทุกระดับจนทำให้ในช่วงเวลาเพียง ๔๐ ปี ได้ก้าวผ่านความหวาดระแวงในช่วงต้นไปสู่การเป็นมิตรประเทศที่ใกล้ชิด จริงใจและไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันและกัน และล่าสุดได้กลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (strategic partner) ในปี ๒๕๕๖ ซึ่งเวียดนามเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไทยมีความสัมพันธ์ลักษณะดังกล่าวด้วย  นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้จัดการประชุมร่วมนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Joint Cabinet Retreat – JCR) มาแล้วถึง ๓ ครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อ  เดือนกรกฎาคม ๒๕๕๘ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงระดับความสัมพันธ์ฯ ที่ก้าวล้ำและเป็นรูปธรรม  ดังนั้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า ๔๐ ปีของความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามนั้น มิได้เป็นเพียงความสำเร็จทั่วไป  แต่เป็นความสำเร็จที่มีคุณค่าและน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

ความใกล้ชิดระหว่างไทยกับเวียดนามได้สะท้อนในทุกมิติของความสัมพันธ์ ด้านการเมืองและความมั่นคง พระบรมวงศานุวงศ์ไทยได้เสด็จฯ เยือนเวียดนาม และมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงของผู้นำอย่างสม่ำเสมอ มีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างกองทัพ มีการลาดตระเวนทางทะเลร่วมกันแล้วถึง ๓๒ ครั้ง  นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้จัดประชุมระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ ในด้านเศรษฐกิจ การเติบโตของการค้าการลงทุนระหว่างสองประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ไทยและเวียดนามไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เติมเต็มและเติบโตไปด้วยกัน โดยทั้งสองประเทศมีความต้องการนำเข้า – ส่งออกสินค้าระหว่างกันหลายชนิด มูลค่าการค้าไทย - เวียดนามในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมาเติบโตกว่าร้อยละ ๔๐ และในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าไทย – เวียดนามขยายตัวจากประมาณ ๕๐๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี ๒๕๓๘ เป็นเกือบ ๑๓,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๕๘ โดยเวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ ๙ ของไทย และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันให้เป็น ๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ๒๕๖๓ การเติบโตท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังอ่อนแอนี้ ได้แสดงถึงพื้นฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ

เวียดนามเป็นแหล่งลงทุนสำคัญลำดับต้นของไทย มีศักยภาพหลากหลายในด้านอุตสาหกรรม ทั้งพลังงาน สินค้าเกษตร/ปศุสัตว์ ชิ้นส่วนยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ และบริการ อีกทั้งเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่และเติบโตอย่างรวดเร็วและมีภาคแรงงานที่แข็งแกร่ง  ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ภาคเอกชนรายใหญ่ของไทยได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามและเติบโตเคียงคู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจเวียดนามตลอด ๔๐ ปีที่ผ่านมา ในปี ๒๕๕๘ ไทยเป็นผู้ลงทุนต่างชาติอันดับ ๑๑ ของเวียดนาม มีมูลค่าการลงทุนสะสมรวมมากกว่า ๗,๓๖๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐใน ๔๑๕ โครงการ

ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามยังลึกซึ้งถึงระดับประชาชน การไปมาหาสู่ของชาวไทยและชาวเวียดนามได้ทวีจำนวนขึ้น  ในปี ๒๕๕๘ มีนักท่องเที่ยวเวียดนามมาไทยกว่า ๗๕๐,๐๐๐ คน ขณะที่มีนักท่องเที่ยวไทยไปเวียดนามกว่า ๒๑๐,๐๐๐ คน  ที่สำคัญ ไทยกับเวียดนามมีความใกล้ชิดทางประวัติศาสตร์และมีสายสัมพันธ์พิเศษที่แนบแน่น โดยเฉพาะในภาคอีสานของไทยที่มีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจำนวนมาก อีกทั้งท่านโฮจิมินห์ ซึ่งเป็นที่เคารพรักของชาวเวียดนาม เคยมาพำนักอยู่ที่จังหวัดนครพนมของไทยในสมัยต่อสู้เพื่อเอกราชจากฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาไทยกับเวียดนามได้ร่วมกันจัดตั้งหมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม หรือที่รู้จักกันในนาม “หมู่บ้านลุงโฮ” และมีการสร้างอนุสรณ์สถานท่านโฮจิมินห์ที่จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของท่านเหวียน ฝู จ่อง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามด้วย  นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้จัดตั้งสมาคมมิตรภาพไทย – เวียดนามและสมาคมมิตรภาพเวียดนาม – ไทย ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมภาคเอกชนและประชาชนสองประเทศที่สำคัญ ส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาของกันและกันในประเทศตนเอง สถาปนาเมืองคู่มิตรเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระดับท้องถิ่น รวมทั้งมีโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนเพื่อเสริมสร้างการทำความรู้จักและเข้าใจระหว่างกันซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ในระดับประชาชนในอนาคต

ในส่วนความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศสองฝ่ายนั้นมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทยกับเวียดนามในปี ๒๕๕๘ ซึ่งนับแต่นั้นมา มีการจัดกิจกรรมภายใต้กรอบนี้แล้วหลายกิจกรรม อาทิ การเชิญข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามเข้าร่วมหลักสูตรนักบริหารการทูตของกระทรวงการต่างประเทศไทย โครงการเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ และการจัดฝึกอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพให้แก่บุคลากรในด้านต่าง ๆ 

แนวทางการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ (strategic partnership)

แม้ว่าความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามจะดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่เรายังสามารถพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกได้ ซึ่งผมเห็นว่าจะต้องดำเนินการทั้ง ๓ เสา คือ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ยิ่งขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

"มั่นคง" คือ ทั้งสองฝ่ายจะต้องเร่งขจัดความท้าทายที่มีอยู่ให้หมดไปโดยเร็ว โดยเฉพาะปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและปัญหาแรงงานต่างด้าวในไทย โดยพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเพื่อสร้างเสริมความสัมพันธ์   ให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเร่งแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยในเรื่องประมง  ก็กำลังจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทย – เวียดนามเพื่อแก้ไขปัญหาประมงละเมิดน่านน้ำ และไทยกำลังจะดำเนินโครงการติดตั้งปะการังเทียมให้จังหวัดก่าเมาและจังหวัดเกียนยางของเวียดนามเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้มีเพียงพอเพื่อเป็นแหล่งสร้างเสริมอาชีพและรายได้แก่ชาวประมงในท้องถิ่น  ส่วนแรงงาน คาดว่าจะเริ่มนำเข้าแรงงานเวียดนามมายังไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายภายใต้ความตกลงการจ้างงานที่ได้ลงนามกันเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๘ ได้ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาแรงงานผิดกฎหมายเวียดนามในไทยได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ผมเห็นว่า เราจำเป็นต้องขยายความร่วมมือในด้านการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง เพื่อสกัดกั้นและปราบปรามขบวนการผิดกฎหมายต่าง ๆ  ทั้งยาเสพติด  ไม้เถื่อน การค้ามนุษย์  รวมทั้งการก่อการร้าย ไทยกับเวียดนามมีกรอบความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เหล่านี้อยู่  สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือให้ระดับปฏิบัติของทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องขจัดความหวาดระแวงระหว่างกัน และเสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม        

"มั่งคั่ง" แม้ว่าศักยภาพและการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งของไทยและเวียดนามได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกันอยู่แล้ว แต่เราจำเป็นจะต้องหาหนทางที่จะกระตุ้นมูลค่านั้นให้เพิ่มขึ้น  เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโอกาสที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด หัวใจสำคัญหนึ่งคือการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่ง (connectivity) เพื่อทำให้การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกันสะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งไทยหวังว่า ไทยกับเวียดนามจะสามารถเปิดบริการรถโดยสารประจำทางผ่าน สปป.ลาว และการเดินเรือตามแนวชายฝั่งผ่านกัมพูชาได้โดยเร็ว ขณะเดียวกัน ผมเห็นว่า เราจำเป็นที่จะต้องผลักดันกลไกที่มีอยู่แล้วให้สามารถช่วยขับเคลื่อนและอำนวยความสะดวกความร่วมมือต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริง รวมทั้งคิดค้นข้อริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งในส่วนของไทยก็กำลังพยายามฟื้นฟูสภาธุรกิจไทย – เวียดนาม โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนให้เป็นรูปธรรมและลึกซึ้งขึ้น รวมทั้งกำลังร่วมกับเวียดนามในการจัดตั้งกลไกปรึกษาหารือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนที่กรุงฮานอย นครโฮจิมินห์ และกรุงเทพฯ

เวียดนามเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นสมาชิกอาเซียน รวมทั้งเป็นสมาชิกของกรอบความร่วมมืออนุภุมิภาคร่วมกับไทยหลายกรอบ  เวียดนามเป็นตลาดของสินค้าไทย  เป็นแหล่งลงทุน และกำลังเป็นแหล่งแรงงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์ของเวียดนาม การที่เวียดนามเป็นสมาชิก Trans-Pacific Partnership เวียดนามจำเป็นต้องปรับปรุงกฎระเบียบด้านเศรษฐกิจให้มีความเป็นสากล  ดังนั้น ภาครัฐและภาคเอกชนจะต้องใช้โอกาสนี้ร่วมกันผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ อาทิ  ความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์  การพิจารณาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ของกันและกัน ความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์ของไทยและเวียดนามสามารถเปิดสาขาในประเทศกันและกันเพิ่มขึ้น การลดขั้นตอนในการอนุญาตทำงานและการจดทะเบียนบริษัท และการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุนให้มีมาตรฐาน เป็นต้น
 
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน อาทิ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกัน และการรักษาเสถียรภาพยางพาราในตลาดโลก โดยไทยอยากให้เวียดนามเข้าร่วมสภาไตรภาคียางที่ปัจจุบันมีไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซียเป็นสมาชิกแล้ว
   
"ยั่งยืน" เนื่องจากประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน เป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ ซึ่งจะยั่งยืนได้ก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและประชาชนอย่างแท้จริง เราควรใช้โอกาสการครบรอบ ๔๐ ปีความสัมพันธ์นี้ในการเริ่มต้นยกระดับการมีส่วนร่วมดังกล่าว โดยอาจเริ่มจากการสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังระหว่างเมืองคู่มิตรไทยและเวียดนาม ซึ่งมีถึงแล้ว ๑๔ คู่ และอยู่ระหว่างการจัดตั้งอีกหลายคู่ รวมทั้งควรส่งเสริมให้มีโรงเรียนและสถาบันการศึกษาคู่มิตรด้วย เมื่อสำเร็จก็จะช่วยสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามได้อย่างเป็นรูปธรรม

มุ่งสู่ทศวรรษที่ ๕ แห่งความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ภายใต้ความท้าทายในโลกและในภูมิภาคที่นับวันจะคาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น ไทยกับเวียดนามจะต้องจับมือเดินหน้าไปด้วยความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สัมพันธภาพที่แน่นแฟ้นไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างความเจริญให้แก่สองประเทศของเรา แต่ยังจะเป็นกำลังสำคัญช่วยนำมาซึ่งความรุ่งเรืองยิ่งขึ้นให้กับภูมิภาคของเรา

ไทยพร้อมจะเสริมสร้างความร่วมมือกับเวียดนามอย่างแข็งขันต่อไปในทุกก้าวย่าง และมีความเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของเวียดนามที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราเจริญรุดหน้าต่อไป ด้วยมิตรภาพที่แน่นแฟ้นและยาวนาน ความไว้เนื้อเชื่อใจ ศักยภาพทางเศรษฐกิจสองประเทศที่เสริมกัน และความใกล้ชิดทางสังคมและระดับประชาชนที่แนบแน่น กอปรกับความตั้งใจจริง ผมมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ไทย – เวียดนามจะเบ่งบานมุ่งสู่ทศวรรษที่ ๕ ของความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ ภูมิภาค และโลกของเราโดยรวม

(มีนาคม ๒๕๕๙)