ความตกลงระหว่างไทยกับญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ความตกลงระหว่างประเทศ

     ๑. ปฏิญญาณว่าด้วยทางพระราชไมตรีแลการค้าขายในระหว่างประเทศสยามกับประเทศญี่ปุ่น เป็นสัญญาฉบับแรกที่รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยเมจิ ได้ทำกับประเทศในเอเชียอาคเนย์ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่น และทรงลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ จากสนธิสัญญาฉบับนี้จึงมีการก่อตั้งสถานอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว และสถานอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นับเป็นสถานอัครราชทูตแห่งแรกของประเทศไทยในเอเชีย โดยนายมันจิโร อินางากิ (Manjiro Inagaki) ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเป็นคนแรก และ พลตรี พระยาฤทธิรงค์รณเชษฐ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่นเป็นคนแรก ลงนามเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๔๓๐ 

 
     ๒. หนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี ทางค้าขายและการเดินเรือในระหว่างกรุงสยามกับกรุงญี่ปุ่นภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เมื่อปี ๒๔๓๐ ประเทศไทยและญี่ปุ่น เห็นชอบที่จะขยายความในปฏิญญา ที่ได้ลงนามเมื่อปี ๒๔๓๐ ให้ครอบคลุมถึงการอนุญาตให้มีการเดินเรือโดยสะดวกเต็มที่ ทั้งหมดเสมอกันทั้งสองฝ่าย ลงนามเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๔๔๑ 

     ๓. หนังสือสัญญาระหว่างกรุงสยามกับญี่ปุ่น ว่าด้วยทางพระราชไมตรีทางค้าขายแลการเดินเรือเป็นการแก้ไขหนังสือสัญญาที่ได้มีต่อกันอยู่แล้วมาแต่ก่อน โดยยึดถือประโยชน์ร่วมกันและความเสมอภาคเป็นหลัก ให้บุคคลของประเทศที่ทำสัญญานี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องมีเสรีภาพที่จะเข้าไปและเดินทางและอาศัยอยู่ในอาณาเขตและดินแดนของประเทศอีกฝ่ายหนึ่ง และทำการค้าขาย การหัตถกรรม การศาสนา การศึกษา ทางทานการกุศล และเป็นเจ้าของหรือเช่าที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีกำหนดอย่างเดียวกับชาวเมือง แต่ต้องอยู่ใต้อำนาจกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ของประเทศนั้น โดยได้รับการคุ้มครองป้องกัน และสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกับชาวเมือง และจะต้องยอมให้มีการค้าขายและการเดินเรือระหว่างสองประเทศโดยสะดวก ทั้งยังได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหาร และการเรียกเกณฑ์เอาเงินเพื่อการทหารอย่างอื่นใดทั้งสิ้น ลงนามเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๔๖๖ 

     ๔. สนธิสัญญาทางไมตรีพาณิชย์และการเดินเรือระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น ๓ ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยกลุ่มนายทหารและข้าราชการ ภายใต้การนำของพันตรีหลวงพิบูลสงคราม ในปี ๒๔๗๕ รัฐบาลใหม่ได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ ๕ และ ๖ และประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง และธรรมนูญศาลสถิตยุติธรรม เพื่อเป็นการปรับปรุงระบบกฎหมายให้เป็นสากล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ในขณะนั้น จึงได้เจรจากับต่างชาติ เพื่อขอทำสัญญาที่เสมอภาคแบบสมบูรณ์แบบ ในลักษณะต่างตอบแทน โดยประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นได้ลงนามในสนธิสัญญาใหม่ เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๐ ทำให้ประเทศไทยมีอธิปไตยสมบูรณ์แบบ สามารถรักษาอำนาจในด้านกฎหมายและสิทธิในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ลงนามเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๐ 

     ๕. สนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ว่าด้วยการจำเริญสัมพันธไมตรี และต่างเคารพบูรณภาพอาณาเขตแห่งกันและกัน ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในทวีปเอเชีย เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๔๘๒ ญี่ปุ่นประกาศนโยบาย "การจัดระเบียบใหม่ในเอเชียตะวันออกและการสร้างวงไพบูลย์ร่วมแห่งมหาเอเชียบูรพา (New Order in East Asia and The Greater East Asia Co-Prosperity Sphere)" ประเทศไทยในขณะนั้นประกาศตัวเป็นกลาง โดยพยายามรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่าย โดยเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๘๓ มีการ ลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าวกับทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส และญี่ปุ่นในวันเดียวกัน เพื่อการไม่รุกรานซึ่งกันและกัน และต่อมาได้มีการแลกเปลี่ยน "พิธีสารระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นว่าด้วยหลักประกันและความเข้าใจกันทางการเมือง" อีกด้วย ลงนามเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๘๓  

     ๖. ความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น สำหรับบริการเดินอากาศ หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จากการประชุมเจรจากับฝ่ายพันธมิตรที่นครซานฟรานซิสโก เมื่อปี ๒๔๙๕ ญี่ปุ่นได้รับเอกราชและอธิปไตยกลับคืนมา รัฐบาลไทยและญี่ปุ่นจึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตอีกครั้ง หลังจากหยุดชะงักไปตั้งแต่ปี ๒๔๘๘ เป็นเวลา ๗ ปี จึงมีชาวญี่ปุ่นเข้ามาดำเนินกิจการในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงได้มีการลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เพื่ออำนวยความสะดวกซึ่งกันและกัน ลงนามเมื่อวันที่ ๑๙ มิถุนายน ๒๔๙๖ 

     ๗. ความตกลงทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยกับญี่ปุ่น เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ภายหลังการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อญี่ปุ่นได้รับเอกราชและอธิปไตยกลับคืนมาเมื่อปี ๒๔๙๕ ลงนามเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๙๘ 

     ๘. ความตกลงระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านสื่อสารคมนาคม ลงนามเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๐๓ 

     ๙. ความตกลงระหว่างรัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลไทย ว่าด้วยการจัดตั้งสถาบันวิจัยไวรัส ลงนามเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ 

     ๑๐. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น เกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์ฝึกทางเทคนิคเพื่อการสร้างทาง ลงนามเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๗ 

     ๑๑. ความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่น เกี่ยวกับการตั้งศูนย์ร่วมมือวิชาการสำหรับฝึกอบรมและการก่อสร้างถนน ลงนามเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๑๔ 

     ๑๒. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศญี่ปุ่น ลงนามเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๔ 

     ๑๓. อนุสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงการรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ เพื่อป้องกันการเว้นการเก็บภาษีซ้อน และการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้และภาษีบรรษัทในประเทศญี่ปุ่น และภาษีเงินได้ และภาษีปิโตรเลียมในประเทศไทย ลงนามเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๓๓ 

     ๑๔. โครงการความร่วมมือทางวิชาการแบบหุ้นส่วนไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Partnership Programme in Technical Cooperation: JTPP) หลังจากที่ไทยปรับบทบาทจากประเทศผู้รับเป็นผู้ให้รายใหม่ ความร่วมมือระหว่างไทยกับญี่ปุ่น จึงเปลี่ยนไปจากการให้ความช่วยเหลือเป็นความร่วมมือในระดับหุ้นส่วน โดยฝ่ายไทยเสนอให้ทั้งสองฝ่ายพิจารณาการดำเนินการรูปแบบใหม่ร่วมกัน เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศผู้รับ ลงนามเมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๔๖ 

     ๑๕. ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (Japan-Thailand Economic Partnership Agreement: JTEPA) เริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ โดยมีการประชุมคณะอนุกรรมการร่วม (Joint Committee: JC) ครั้งที่ 1 โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองฝ่ายได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วม และตกลงที่จะหารือต่อเนื่องภายใต้คณะอนุกรรมการและคณะอนุกรรมการพิเศษ ๑๙ คณะ จำแนกเป็นภาคการเปิดเสรีทางการค้า ๑๐ คณะ และภาคความร่วมมือ ๙ คณะ สำหรับฝ่ายไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานกรรมการคณะกรรมการกำกับการดำเนินการตามความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๑ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการจัดตั้ง ทบทวน และกำกับดูแลคณะอนุกรรมการและคณะอนุกรรมการพิเศษทั้ง ๑๙ คณะ ลงนามเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๐ 
 
     ๑๖. สนธิสัญญาโอนตัวนักโทษไทย-ญี่ปุ่น สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นสนธิสัญญาทวิภาคีฉบับแรกที่ญี่ปุ่นทำกับประเทศอื่น โดยมีเนื้อหาสาระเช่นเดียวกับสนธิสัญญาประเภทเดียวกัน ที่ไทยได้จัดทำกับประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ มีการกำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนในการขอโอนและการรับโอนตัวผู้ต้องคำพิพากษาระหว่างรัฐคู่ภาคี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการภายในของญี่ปุ่น เพื่อขอให้รัฐสภาญี่ปุ่นอนุมัติเพื่อให้สนธิสัญญามีผลใช้บังคับ และไทย-ญี่ปุ่นจะจัดพิธีแลกเปลี่ยนสัตยาบัญสารต่อไปซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ลงนามเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒ 

     ๑๗. การยกเลิกมาตรการห้ามการนำเข้าสัตว์ปีกจากไทย ญี่ปุ่น ได้เริ่มใช้มาตรการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกสดแช่เย็นและแช่แข็งจากไทย เมื่อปี ๒๕๔๗ จากการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในไทย และดำเนินมาตรการดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบัน แม้ไทยจะปลอดจากการระบาดของไข้หวัดนกเกินกว่า ๓ ปี ประเทศสำคัญที่ยกเลิกมาตรการห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกสดแช่เย็นและแช่แข็งจากไทย แล้วเช่น สหภาพยุโรป รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กรมปศุสัตว์ได้พิจารณาร่างเงื่อนไขของฝ่ายญี่ปุ่น และจัดทำร่างใบรับรองสุขอนามัยสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (Health Certification) ส่งให้ฝ่ายญี่ปุ่นพิจารณาแล้วและน่าจะเริ่มส่งออกสินค้าไก่สดจากไทยไปญี่ปุ่น ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๗
  1. สนธิสัญญาว่าด้วยความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องทางอาญา (Mutual Legal Assistance Treaty: MLAT)

    รายละเอียด

    • ฝ่ายไทยไม่มีข้อขัดข้องในหลักการ ทว่าขณะนี้ฝ่ายไทยกำลังแก้ไขยกร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องอาญา พ.ศ. 2535 จึงเห็นควรชะลอเรื่องนี้ไว้จนกว่าจะแก้ไขเสร็จสิ้น ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยสามารถแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับญี่ปุ่นได้โดยอาศัยหลักประติบัติต่างตอบแทน

  2. ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐานร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ว่าด้วยการคุ้มครอง ช่วยเหลือ ส่งกลับ และคืนสู่สังคมของเหยื่อการค้ามนุษย์

    รายละเอียด

    • ฝ่ายไทยเสนอแนวคิดดังกล่าวในพฤษภาคม 2548 โดยล่าสุดทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการหารือร่างดังกล่าว ซึ่งหลังจากบรรลุข้อสรุป ก็จะทำการรับรอง เพื่อให้มีผลในเชิงปฏิบัติภายใต้กรอบ "คณะทำงานร่วมเฉพาะกิจไทย- ญี่ปุ่น ว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์" ต่อไป

  3. บันทึกความเข้าใจเรื่องการแลกเปลี่ยนข่าวสารสำหรับการป้องกันและต่อสู้กับการค้ามนุษย์

    รายละเอียด

    • ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างการร่วมกันจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ โดยที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดในการแลกเปลี่ยนข้อมูล จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทั้งสองประเทศเริ่มมีความร่วมมือในด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรม



ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2557