วัน ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

article_section3
ข่าวเศรษฐกิจฟิลิปปินส์
นโยบาย Wawasan 2035 ของบรูไนดารุสซาลาม
นโยบาย Medical Hub ของสิงคโปร์
สถานการณ์ข้าวเวียดนามในปี 2552 และผลกระทบต่อไทย
แนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจมาเลเซีย ปี 2555
การส่งเสริมร้านอาหารไทยในสิงคโปร์
สถานการณ์พลังงานในฟิลิปปินส์ ตอนที่ 2
ต้นแบบเศรษฐกิจใหม่ (New Economic Model – NEM)
ประเด็นด้านแรงงานต่างชาติในบรูไนดารุสซาลาม
การลงทุนของไทยด้านขุดเจาะน้ำมันในบรูไนดารุสซาลาม
รายงานสถิติเศรษฐกิจมหภาค พ.ศ. 2552 และแนวนโยบายเศรษฐกิจ พ.ศ. 2553 สาธารณรัฐประชาชนจีน
1. รายงานสถิติเศรษฐกิจมหภาคของประเทศจีนโดยนายหม่า เจี้ยน ถัง Commissioner, National Statistics Bureau(NSB)

1.1 NSB ยืนยันอัตราการเติบโตของรายได้ประชาชาติของจีนในอัตราร้อยละ 8.7 ตามที่รัฐบาลจีนและนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการลงทุนในประเทศ (อัตราการเติบโตร้อยละ 30.1) การบริโภคภาคครัวเรือน (อัตราเติบโตร้อยละ 16.9) และการผลิตภาคอุตสาหกรรม (อัตราเติบโตร้อยละ 11.0)

1.2 ภาวะการค้าโดยรวมฟื้นตัวขึ้นในช่วงเดือน พ.ย. และ ธ.ค. 2552  อย่างไรก็ดี มูลค่าการค้ารวมตลอดทั้งปี (ทั้งการส่งออกและนำเข้า) มีมูลค่าลดลงร้อยละ 13.9 จีนจึงได้ดุลการค้ากับต่างประเทศลดลงประมาณ 9.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับการเกินดุลการค้าในปี พ.ศ. 2551

1.3 อัตราเงินเฟ้อโดยรวมตลอดทั้งปีมีค่าติดลบ โดยราคาสินค้าที่ลดลงมากที่สุดได้แก่สินค้าวัตถุดิบและพลังงาน (ที่น่าสนใจได้แก่การลดลงของราคาเชื้อเพลิง ราคาเหล็ก และราคาวัสดุในประเทศจีน ซึ่งเป็นทิศทางที่สวนทางกับราคาตลาดโลก)

1.4 เงินได้ของประชาชนมีอัตราเติบโตที่สูง ที่น่าสนใจได้แก่ รายได้ property income และ transfer income ซึ่งเป็นรายได้จากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ มีอัตราเติบโตถึงร้อยละ 12.9 และร้อยละ 23.1ตามลำดับ

2. แนวนโยบายเศรษฐกิจปี ค.ศ. 2010 จากการบรรยายโดยนายจู เป่า เหลียง Deputy Director for Economic Forecast Department, State Information Center

2.1 นโยบายการเงิน

- รัฐบาลมีความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และการไหลเข้าของเงินลงทุนเพื่อเก็งกำไร (hot money) อย่างไรก็ดี ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาการบริโภคภาคครัวเรือนให้อยู่ในอัตราที่สูงไว้ เพื่อชดเชยกับการส่งออกที่อาจยังมีแนวโน้มไม่สดใสมากเนื่องจากตลาดสำคัญของจีน (สหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา) ยังอยู่ในภาวะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ

- ดังนั้น รัฐบาลจีนจึงได้เริ่มใช้มาตรการดูดซับสภาพคล่องอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดย

ยังไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำ

2.2 นโยบายการคลัง

- รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ. 2552 ที่สำคัญคือ 1) over capacity ของภาคการผลิตที่เกิดจากการเร่งรัดโครงการลงทุนต่างๆ และ 2) รัฐบาลท้องถิ่นเป็นหนี้ในสัดส่วนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งอาจก่อปัญหา NPL ภาครัฐได้หากไม่ควบคุม

- ดังนั้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะยังส่งเสริมนโยบายการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

แต่จะชะลอการลงทุนโดยหน่วยงานของรัฐให้ลดลง เพิ่มการกระตุ้นการลงทุนโดยภาคเอกชนให้มากขึ้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนโครงสร้างการลงทุน เช่น ลดการลงทุนโดยState Owned Enterprises (SOEs) ในภาคส่วนที่รัฐเห็นว่าควรมีการแข่งขันทางตลาดเพิ่มขึ้น (เช่น ภาคการก่อสร้าง) รวมทั้งสนับสนุนกิจการ SMEs ให้มากขึ้น

- อย่างไรก็ดี นายจู ประกาศว่า SOEs ยังเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ

ในหลายๆ ภาคส่วน เช่น พลังงาน น้ำมันเชื้อเพลิง รถไฟ โทรคมนาคม การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า การสาธารณสุขและเภสัชกรรมซึ่งภาคส่วนเหล่านี้จะยังไม่เปิดให้แข่งขันเสรี

- นอกจากนี้ รัฐบาลจะยังให้ความสำคัญต่อการลดช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและ

ชนบท โดยคาดว่าจะยังคงโครงการสนับสนุนการใช้จ่ายภาคครัวเรือน(เช่น ลดอัตราภาษีรถยนต์ส่วนบุคคล ให้เงินสนับสนุนการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่) โดยขยายขอบเขตการดำเนินงานไปสู่หัวเมืองในต่างจังหวัดมากขึ้น

2.3 นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน

- รัฐบาลเน้นการรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนเป็นหัวใจสำคัญ

และไม่มีแนวทางที่จะปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นในเร็ววัน โดยให้เหตุผลว่า การประคองอัตราการเติบโตของจีนและการลดช่องว่างทางรายได้ของประชากร ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายการเงินและการคลังในประเทศเป็นสำคัญ หากมีการปรับอัตราแลกเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว จะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจในประเทศได้

2.4 นโยบายทางสังคม

- นายจูยังได้กล่าวถึงการให้ความสำคัญต่อการกระจายการพัฒนาสู่ชนบท เช่น

รัฐมีนโยบายจะผ่อนปรนการลงทะเบียนถิ่นที่อยู่ของแรงงานต่างมณฑล เพื่อให้การย้ายถิ่นเพื่อทำงานมีความสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้จะส่งเสริมการลงทุนในเขตยากจนเป็นพิเศษและเขตชนกลุ่มน้อย เช่น ซินเจียงและธิเบตด้วย

2.5 แนวโน้มการเติบโตภาคส่งออก

- นายจูเห็นว่า การเติบโตของรายได้ประชาชาติจีนใน พ.ศ. 2553  จะยังมี

ภาคอุตสาหกรรมหนักและการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคเป็นเครื่องผลักดันสำคัญ และคาดว่าภาคการส่งออกจะสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ8 โดยจะยังเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน (labour intensive sector) เช่น สิ่งทอและชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสำคัญ เพราะจะแก้ไขปัญหาการจ้างงานและการบริโภคภายในประเทศไปได้ในคราวเดียวกัน ทั้งนี้ ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนไม่ควรวิตกกังวลต่อการเติบโตทางการส่งออกของจีนเนื่องจากจีนยังเห็นว่า ตลาดยุโรป สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และ กลต. ยังเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สำคัญของจีนมากว่าตลาดเพื่อนบ้าน

ที่มา:

        1.สรุปสภาวะเศรษฐกิจจีนในปีพ.ศ. 2552 และคาดการณ์สภาวะเศรษฐกิจ/นโยบายเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2553 โดยนายจู เป่า เหลียง Deputy Director for Economic Forecast Department, State Information Center(หน่วยงานวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจมหภาค) ประเทศจีน

        2. รายงานสถิติเศรษฐกิจมหภาคของประเทศช่วงปี พ.ศ. 2552 โดยนายหม่า เจี้ยน ถัง Commissioner, National Statistics Bureau(NSB) ประเทศจีน

พิมพ์
Share Retweet
ย้อนกลับ
หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ติดต่อเรา | เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง | เข้าสู่ระบบ
Copyright © 2009 East Asia Watch. All rights reserved.