วัน ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Our People, Our Future Together: บรูไนกับตำแหน่งประธานอาเซียนปี 56
งานประเพณีปีใหม่ลาว
สรุปสาระสำคัญการบรรยายเรื่อง “ตลาดส่งออกข้าว: โอกาสและอุปสรรคของไทย”
นโยบายสวัสดิการสังคมของสิงคโปร์
สรุปและเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง "โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจใน สปป.ลาว : กฏหมายส่งเสริมการลงทุนปี 2552 และปีการท่องเที่ยวลาว 2555"
สถานการณ์พลังงานของบรูไนในปัจจุบัน
โลกในอนาคตปี ค.ศ. 2020
บรูไนดารุสซาลาม : จิ๋วแต่แจ๋ว
แต่งงานกับคนต่างชาติ ดีจริงหรือ
ประวัติการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบรูไน
เพื่อนไทยช่วยไทยในสิงคโปร์ ในปี 2553
เมื่อวันที่ 19-22 มิถุนายน 2553 เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตและนักเขียนจากนิตยสารคู่สร้างคู่สม นำโดยนายดำรง พุฒตาล อดีตสมาชิกวุฒิสภาได้เดินทางไปสิงคโปร์เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการค้าประเวณีและแรงงานไทยในสิงคโปร์ รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยในสิงคโปร์

ในการสำรวจพบว่าหญิงไทยและชายไทยซึ่งทำงานเป็นนักร้อง นักเต้น พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ทำงานประเภทนี้อยู่แล้วในเมืองไทยและเดินทางเข้ามาสิงคโปร์ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวประเภท 30 วัน โดยกลุ่มคนเหล่านี้สมัครใจทำงานดังกล่าวเพื่อหารายได้พิเศษ และค่อนข้างรู้วิธีหลบเลี่ยงตำรวจสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางคนได้รับการฝึกอบรมพัฒนาจากกระทรวงแรงงาน บางคนได้รับความช่วยเหลือจากนายจ้างสิงคโปร์ และส่วนใหญ่เคยเสียค่านายหน้าจำนวนมากก่อนเดินทางมาสิงคโปร์ ทั้งนี้แรงงานไทยทำงานที่อู่ต่อเรือ สถานีรถไฟใต้ดิน อุตสาหกรรมก่อสร้างปิโตรเคมี โรงแรมคาสิโนในสิงคโปร์

 สถานเอกอัครราชทูตได้มอบหนังสือ”คนไกลบ้าน” และ “โรคไหลตายกับแรงงานไทยในสิงคโปร์” ให้แก่คณะจากนิตรสารคู่สร้างคู่สม เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในด้านปัญหาการค้ามนุษย์และค้าประเวณี และประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับโรคไหลตายและสุขภาพแรงงานไทยในสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มเติมข้อมูลปัญหาการค้ามนุษย์ และข้อมูลด้านสุขภาพแรงงานไทย รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้

 

            สถานการณ์การค้ามนุษย์และการค้าประเวณีของหญิงไทยในสิงคโปร์

1. รูปแบบการชักชวนและหลอกลวงหญิงไทย

    1.1 กลุ่มเป้าหมายหลักชักชวนให้เดินทางไปค้าประเวณีโดยผิดกฏหมายที่สิงคโปร์ คือ

  • หญิงไทยที่มีภูมิลำเนาตามจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง
  • หญิงไทยที่ทำงานตามสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ ซึ่งบางส่วนมีอาชีพค้าบริการอยู่แล้ว

   1.2 รูปแบบการค้าประเวณี

  • ถูกหลอกลวงโดยญาติ บุคคลใกล้ชิด และกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งได้รับการชักชวนให้ไปทำงานในร้านอาหารหรือโรงแรม โดยจะล่อลวงว่างานสบาย มีรายได้สูง พร้อมอาหารและที่พัก
  • รับการชักชวนจากกลุ่มนายหน้าให้ไปค้าประเวณี โดยมีการตกลงเงื่อนไขการทำงานและรายได้กลับกลุ่มนายหน้าแต่เมื่อเดินทางไปถึงสิงคโปร์ กลับไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน
  • สมัครไปค้าประเวณีสิงคโปร์ ซึ่งเป็นกลุ่มหญิงที่ไปค้าประเวณีแล้ว ทราบลู่ทางและคุ้นเคยในพื้นที่ จึงเดินทางไปค้าบริการด้วยตนเอง โดยไม่เสียค่านายหน้า

         1.3 เครือข่ายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายผู้หญิงไปค้าประเวณีในต่างประเทศประกอบด้วยนายหน้าผู้พาเหยื่อมาจากต้นทาง บริษัททัวร์ คนขายบัตรโดยสารรถทัวร์ ไกด์ประจำรถทัวร์ และนายหน้าสิงคโปร์ ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง

            1.4 ปัจจุบันมีการขยายกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่กลุ่มที่เป็นแม่บ้านและมีอายุมากขึ้น และเป็นการหลอกลวงโดยบุคคลใกล้ชิด ทังนี้ได้เริ่มขยายพื้นที่กลุ่มเป้าหมายเข้าสู่จังหวัดในภาคกลางและจังหวัดข้างเคียงกรุงเทพ

 

2. เส้นทางและวิธีการขนถ่ายหญิงไทย

            2.1 เส้นทาง อ.สะเดา –ด่านสะเดา –จังโหลน –กัวลากัมเปอร์ –ยะโฮร์บารู –สิงคโปร์ ถูกใช้เป็นเส้นทางสำคัญในการขนถ่ายหญิงไทยไปสิงคโปร์ โดยผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกนำตัวมาพักที่ อ.หาดใหญ่ และ อ.สะเดา เพื่อรอการส่งต่อโดยรถทัวร์ไปยังสิงคโปร์

            2.2 นายหน้าจะเป็นผู้จัดหาบัตรโดยสารรถทัวร์ ในบางกรณีจะร่วมเดินทางไปด้วย หรืออาจจะประสานงานกับบริษัทเดินรถทัวร์ไว้แล้วและให้หญฺงไทยเดินทางไปเอง

            2.3 บริษัทเดินรถทัวร์จะมีบริการให้ยืมเงินสำหรับหญิงไทยใช้เป็นหลักฐานการเงินแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ บริการกรอกเอกสาร บริการดูแลและให้คำแนะนำการเดินทางผ่านแดน โดยเรียกเก็บค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากค่าบัตรโดยสาร ซึ่งจะคิดค่าบริการครั้งละ 800 –1000 บาท ต่อคน สำหรับเงินยืมเพื่อใช้เป็นหลักฐานการเงินแสดงต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ และกรณีเป็นหนังสือเดินทางใหม่และเป็นการเดินทางครั้งแรก

            2.4 เมื่อหญิงไทยเดินทางผ่านด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์แล้ว รถทัวร์จะเดินทางเข้าสิงคโปร์และมีจุดจอดที่อาคาร โกลเด้น ไมล์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งนายหน้าทั้งที่เป็นชาวไทยและสิงคโปร์ จะมารอรับหญิงไทยเพื่อนำตัวเข้าที่พัก หรือส่งต่อไปยังที่หมายต่างๆ

            2.5 หญิงไทยที่ไปค้าประเวณี จะเดินทางเข้าสิงคโปร์ลักษณะนักท่องเที่ยว (Social Visit Pass) โดยปกติจะได้รับอนุญาตให้พำนักได้ไม่เกิน 30 วัน หรืออาจน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หญิงไทยส่วนใหญ่ที่ไปค้าประเวณีมักจะอ้างวัตถุประสงค์การเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่ามาท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเพื่อนชาวสิงคโปร์

            2.6 ธุรกิจบริษัทเดินรถทัวร์ที่ อ.หาดใหญ่ เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่มีส่วนทำให้กระบวนการค้ามนุษย์และการค้าประเวณีข้ามชาติดำรงอยู่ได้ แม้บางส่วนจะไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นผู้จัดหา แต่มีส่วนรู้เห็นทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางและเรียกเก็บค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากค่าบัตรโดยสาร ซึ่งเป็นการแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณี

3. การค้าประเวณีในป่าสิงคโปร์

            3.1 การค้าประเวณีของหญิงไทยในสิงคโปร์มีหลายรูปแบบ อาทิ การขายบริการในย่านเกย์ลัง (แหล่งค้าบริการทางเพศในเมือง) การขายบริการตามโรงแรมขนาดเล็กหรือสถานบันเทิงต่างๆ  การขายบริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และการค้าประเวณีในป่า

            3.2 แหล่งที่มีการค้าประเวณีในป่าในสิงคโปร์จะอยู่ใกล้กับหอพักแรงงานต่างชาติหรือย่านโรงงานอุตสาหกรรมตามชานเมือง เช่น Woodland, Tuas, Yishun, Lim Chu Kang, Kaki Bukit เป็นต้น โดยพื้นที่ในป่าที่ใช้ค้าประเวณีจะอยู่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 50 –100 เมตร และจะถูกถางให้เป็นพื้นที่เรียบ และกางผ้าใบกั้นเป็นซุ้ม/ห้อง และปูไม้กระดานและฟูกสำหรับให้บริการทางเพศ รวมทั้งมีการตั้งวงการพนันในบริเวณข้างเคียงด้วย

            3.3 เมื่อหญิงไทยเดินทางถึงสิงคโปร์ก็จะมีกลุ่มนายหน้านำตัวไปพักในห้องเช่าตามห้องแถวหรือแฟลต บางส่วนถูกยึดหนังสือเดินทาง และกักขังอยู่ในห้องพักในเวลากลางวัน และหากไม่ยินยอมก็จะถูกบังคับ ขู่เข็ญ ทำร้ายร่างกาย และเมื่อถึงเวลาประมาณ 19.00 น. ของแต่ละวันก็จะถูกนำตัวไปค้าประเวณีในพื้นที่ป่าใกล้กับหอพักแรงงานต่างชาติ

            3.4 ผู้ใช้บริการคือแรงงานต่างชาติชาวอินเดีย บังกลาเทศ และจีน ค่าบริการครั้งละ 20 ดอลลาร์สิงคโปร์ (460 บาท) ต่อลูกค้า 1 ราย หรือ 10 นาที และขายบริการคืนละ 10 –20 คน บางรายต้องขายบริการเพื่อชดใช้เงินค่านายหน้าโดยคิดเป็นจำนวนแขกตั้งแต่ 60 –160 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนนายหน้าในขบวนการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยทั่วไปจะทำงานค้าประเวณีประมาณ 3 สัปดาห์ และจะเดินทางออกจากสิงคโปร์

            3.5 หญิงไทยที่ค้าบริการด้วยตัวเองไม่ผ่านกลุ่มนายหน้าจะได้รับรายได้เป็นค่าบริการครั้งละ 20 ดอลลาร์สิงคโปร์ (460 บาท) แต่จะต้องหักเงินให้กับบุคคลในขบวนการ คือ ค่าจัดเตรียมสถานที่ 2 ดอลลาร์สิงคโปร์(46 บาท)  และค่าจ้างคนดูต้นทาง 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ (69 บาท)  รายได้ในส่วนที่เหลือจะต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าถุงยางอนามัย และค่าเดินทาง  เป็นต้น

            3.6 กรณีที่ถูกทางการสิงคโปร์จับกุมก็จะถูกแจ้งข้อหาบุกรุกพื้นที่ของรัฐ และข้อหาค้าประเวณีโดยผิดกฏหมาย ซึ่งจะถูกตัดสินจำคุกประมาณ 7- 14 วัน และถูกส่งกลับประเทศ หรืออาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมหากมีการกระทำผิดในข้อหาอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง

            3.7 การค้าประเวณีในป่าที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากสิงคโปร์มีแรงงานชาวต่างชาติจำนวนประมาณ 800,000 – 850,000 คน ซึ่งไม่มีครอบครัวมาอยู่ด้วย และโดยธรรมชาติมีความต้องการทางเพศ นอกจากนั้น แรงงานต่างชาติมีรายได้ต่ำ ไม่สามารถซื้อบริการทางเพศตามสถานบันเทิงในเมืองและเช่าโรงแรม จึงเป็นเหตุให้มีขบวนการมิจฉาชีพ และกลุ่มนายหน้าจัดหาหญิงมาขายบริการในป่าบริเวณใกล้เคียงกับหอพักคนงาน 

4. การดำเนินการของสถานเอกอัครราชทูตในปี 2552

            4.1 การให้ความช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์และค้าประเวณี  สถานเอกอัครราชทูตได้ให้ความช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกมาค้าประเวณี 21 ราย ในปี 2552 โดยบางส่วนไม่สามารถทนรับสภาพได้ก็จะหาทางหลบหนีมาขอความช่วยเหลือ หรือโทรศัพท์แจ้งเบาะแสให้ทราบ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมขบวนการที่เกี่ยวข้อง การให้ความช่วยเหลือจะครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาที่พักพิง การเยียวยาเหยื่อหรือผู้เสียหาย การรักษาพยาบาล การให้คำปรึกษาและข้อแนะนำต่างๆ และการส่งตัวกลับประเทศไทย

            4.2 การเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ปฏิบัติต่อหญิงไทยอย่างเป็นธรรม

สถานเอกอัครราชทูตได้ประสานและเน้นย้ำกับทางการท้องถิ่นว่าหญิงไทยที่ถูกหลอกมาค้าประเวณีมีลักษณะเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ผู้ต้องหา นอกจากนั้น ในส่วนของหญิงไทยที่ถูกกันเป็นพยาน สถานเอกอัครราชทูตได้เร่งรัดกับทางการท้องถิ่นให้อนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทยได้โดยเร็ว ซึ่งปรากฏว่า ทางการสิงคโปร์ ได้ตระหนักและดำเนินการตามคำเรียกร้องของสถานเอกอัครราชทูตมากขึ้น โดยปฏิบัติต่อหญิงไทยดีขึ้นและไม่ปล่อยให้อยู่ในสิงคโปร์เป็นเวลานานเช่นในอดีต

            4.3 การให้ความช่วยเหลือปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ / ค้าประเวณีในสิงคโปร์

สถานเอกอัครราชทูตได้ให้เบาะแสกับทางการท้องถิ่น เพื่อจับกุมขบวนการหลอกลวงหญิงไทยไปค้าประเวณี โดยเป็นสามี-ภรรยา ชาวไทย 2 ราย และถูกลงโทษจำคุก 18 เดือน ในเรือนจำสิงคโปร์

            4.4 การจัดทำสารคดีตีแผ่ปัญหาการค้าประเวณีของหญิงไทย  สถานเอกอัครราชทูตได้ลงพื้นที่ถ่ายทำสารคดีเพื่อเผยแพร่ปัญหาและตีแผ่ข้อเท็จจริงของการค้ามนุษย์และการไปทำงานค้าประเวณีในสิงคโปร์ เพื่อสร้างความตระหนักของสังคมไทยให้ช่วยกันสอดส่องดูแลการกระทำอันเป็นการค้ามนุษย์ และระมัดระวังการล่อลวงชองกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งจะสามารถช่วยป้องปราม และลดปัยหาได้ตั้งแต่ต้นทาง

            4.5 การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือคนไทย สถานเอกอัครราชทูตจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครแรงงานไทย ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นกลไกเฝ้าระวัง คอยเป็นหูเป็นตาและช่วยเหลือสถานทูต ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์และให้ข้อมูลเบาะแส การค้ามนุษย์ / ค้าประเวณี เพื่อให้สถานทูตประสานทางการท้องถิ่นขยายผลเข้าจับกุม

            4.6 การจัดกิจกรรมให้ความรู้เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์   การประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับกลุ่มแรงงานไทย/หญิงไทยในสิงคโปร์ผ่านช่องทางต่างๆ และเครือข่ายอาสาสมัครของสถานเอกอัครราชทูต และการจัดอบรมสัมมนาเครือข่ายการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และคนไทยตกทุกข์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้สถานเอกอัครราชทูตในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเรื่องการค้ามนุษย์และการไปทำงานในสิงคโปร์ไปยังเพื่อนและบุคคลใกล้ชิดในสิงคโปร์ รวมทั้งญาติพี่น้องในประเทศไทย ให้ได้ทราบและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถูกหลอกหรือชักชวนจากมิจฉาชีพในภูมิลำเนาเดียวกัน และมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามแบบเพื่อนหรือบุคคลในครอบครัว

            4.7 การให้บริการคลินิคกฏหมาย ให้บริการคลีนิคกฏหมายที่สถานเอกอัครราชทูตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยนำที่ปรึกษากฏหมาย/ทนายความอาสามาให้คำปรึกษาและคำแนะนำเบื้องต้นแก่คนไทยตกทุกข์หรือที่ประสบปัญหาต่างๆ อาทิ เข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาติ ค้าประเวณี หรือถูกกันตัวไว้เป็นพยานโดยทางการสิงคโปร์ และการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว การหย่า และการขอสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร และให้ความช่วยเหลือในการประสานกับทางการท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้สถานเอกอัครราชทูตสามารถให้คำแนะนำด้านข้อกฏหมายท้องถิ่นที่ถูกต้อง

            4.8 การปลูกฝังจิตสำนึกการให้บริการประชาชนและการให้ความช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์

สถานเอกอัครราชทูตได้ให้ความสำคัญและปลูกฝังลูกจ้างท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลให้ ปัจจุบัน แรงงานไทย / คนไทยมีความเชื่อมั่นสถานเอกอัครราชทูตว่าสามารถเป็นที่พึ่งได้เมื่อยามตกทุกข์และต้องการความช่วยเหลือ

ข้อมูลด้านสุขภาพแรงงานไทยในสิงคโปร์

  1. ข้อมูลแรงงานไทยในสิงคโปร์
  2. จำนวนแรงงานไทย 41543 คน และมีบริษัทสิงคโปร์ที่ว่าจ้างแรงงานไทย 281บริษัท (ข้อมูลสถิติจากสำนักงานแรงงาน ณ เดือน สิงหาคม 2552)
  • ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานไทย (ตามมาตรฐานสำนักงานแรงงาน) 23 ดอลลาร์สิงคโปร์ (529 บาท) ต่อวัน และมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อทำงานล่วงเวลา
  • แรงงานไทยอยู่ในกลุ่มผู้ถือ worker permit (ไร้ทักษะ / เงินเดือนพื้นฐานไม่เกิน 1800 ดอลลาร์สิงคโปร์-41,400 บาท) และ S Pass (ทักษะระดับกลาง / ช่างเทคนิค เงินเดือน 1800 ดอลลาร์สิงคโปร์(41,400บาท)ขึ้นไป)
  • แรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคก่อสร้าง อู่ต่อเรือ และปิโตรเคมี และสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ส่งผลกระทบ โดยปริมาณงานลดลง ไม่มีการทำงานล่วงเวลา เป็นผลให้รายได้ลดลงมาก และบางส่วนถูกเลิกจ้างหรือให้พักงาน
  • แรงงานไทยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากสาเหตุ ”หัวใจล้มเหลว”(Cardio respiratory failure)ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่ถูกระบุไว้ในมรณบัตรของทางการท้องถิ่น ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งทางการแพทย์และยากที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่าการเสียชีวิตเป็นเหตุมาจากสภาพการทำงาน ดังนั้น แรงงานทีเสียชีวิตจะไม่ได้รับเงินชดเชยพิเศษจากนายจ้างภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว 
  1. ปัญหาการเสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว
  2. การเสียชีวิตด้วยสาเหตุ”หัวใจล้มเหลว”หรือที่เรียกกันในหมู่แรงงานไทยว่า“ไหลตาย”จะมีลักษณะอาการที่ผู้เสียชีวิตได้นอนหลับและไม่รู้สึกตัวอีกเลย หรือในทางการแพทย์ คือ หัวใจหยุดทำงาน ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์หรือผลการศึกษาชัดเจนที่ระบุได้ว่า สภาพการทำงานเป็นเหตุสะสมที่นำไปสู่การเสียชีวิต เช่นทำงานหนักโดยพักผ่อนไม่เพียงพอ  สถานที่ทำงานไม่ถูกหลักอนามัย ทำงานต่อเรือ / ขุดอุโมงค์ ซึ่งมีสารพิษและก๊าซอันตราย ที่พักมีสภาพอับชื้นและแออัด หรือไม่ถูกสุขลักษณะ
  • สถิติแรงงานไทยเสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว

ปี พ.ศ.

2540  

2541

2542

2543

2544

2545

2546

2547

2548

2549

2550

2551

2552

จำนวน

70

50

27

16

19

18

10

11

12

5

13

14

22

 หมายเหตุ –ตัวเลขข้างต้นไม่รวมการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่น เช่น อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย
  • จากการเก็บข้อมูลและการสอบถามแรงงานไทย พบว่า “ไหลตาย”น่าจะมีสาเหตุสำคัยมาจากความเครียดและปัญหาสุขภาพ ซึ่งสืบเนื่องจากการทำงานหนักเพื่อเพิ่มรายได้จนพักผ่อนไม่เพียงพอ สภาพที่พักแออัด ไม่ถูกสุขลักษณะ และสภาพที่ทำงานเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยแรงงานส่วนใหญ่ เห็นว่างานในอุโมงค์ใต้ดินและอู่ต่อเรือเป็นงานที่อันตรายและมีผลต่อสุขภาพมากที่สุด เพราะต้องทำงานในสภาพที่ไม่มีอากาศถ่ายเท และมีสารเคมีที่เป็นพิษ ประกอบกับความเครียด และความกดดันจากครอบครัว ซึ่งแรงงานต้องแบกรับภาระรับส่งรายได้กลับไปให้ครอบครัว นอกจากนั้น เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่ยอมเข้ารับการรักษา เพราะว่าไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และมีความกังวลจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่มีราคาสูง และอาจถูกปลดจากงาน บางรายเมื่อเข้ารับการรักษา ต้องทดรองออกค่ารักษาพยาบาลไปก่อนและนายจ้างจ่ายเงินคืนช้าหรือจ่ายไม่ครบอีกทั้งแรงงานส่วนใหญ่ยังมีอุปนิสัยชอบดื่มสุราอีกด้วย
  • สถิติดังกล่าวยังพบว่า ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ จำนวนแรงงานไทยที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลวเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และลดจำนวนลงเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและดีขึ้น เช่น ช่วงปี  2540 2541 และ 2542 มีแรงงานไทยเสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลว จำนวน 70, 50 และ 27 ราย ตามลำดับ และในช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี  2550 -2552 ผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุดังกล่าว กลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ได้ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการเสียชีวิตของแรงงานไทยในสิงคโปรื เพราะแรงงานไทยต้องเผชิญกับ ภาวะการว่างงานที่สูงขึ้น นายจ้างลดเวลาการทำงานและค่าจ้าง รวมไปถึงความเสี่ยงที่อาจถุกนายจ้างเลิกจ้าง หรือปลดออกจากงาน ส่งผลให้แรงงานไทยไม่มั้นใจกับอนาคตและเกิดความเครียด บางส่วนหันเข้าหาสุรา พักผ่อนไม่พียงพอ จนทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ
  • สถานเอกอัครราชทูตได้ให้ความสำคัญกับปัยหาสุขภาพของแรงงานไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไหลตาย จึงได้ร่วมกับ ดร. พัฒนา กิติอาษา อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และสมาคมเพ่อนแรงงานไทยในสิงคโปร์จัดการประชุมกลุ่มย่อยในหัวข้อ “โรคไหลตาย อุบัติเหตุ และสุขภาพแรงงานไทย”และพบว่าหัวใจล้มเหลว หรือโรคไหลต่าย มีความเชื่อมโยงกันระหว่างสุขภาพกายสุขภาพจิต และชีวิตสังคม ของแรงงานไทยในต่างแดน โดยการเสียชีวิตมักจะเกิดกับแรงงานที่มีลักษณะดังนี้
  1. ทำงานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน ข้ามวันข้ามคืนเพื่อรับค่าล่วงเวลา และเร่งงานให้เสร็จ ตามที่นายจ้างต้องการ ประเภทงานและสถานที่ทำงานมีลักษณะเป็นอันตราย ไม่ปลอดภัยต่อสุภาพ สกปรก ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เกิดความเครียดและความเหนื่อยล้าสะสม
  2. อยู่คนเดียว ไม่มีครอบครัวดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่
  3. ทำงานในสภาพแวดล้อมที่แปลกแยกแตกต่างและไม่คุ้นเคย
  4. รับประทานอาหารไม่เพียงพอและไม้ถูกสุขลักษณะ ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า อาหารนายจ้างไม่ถูกปาก และบางครั้งเน่าเสีย
  5. หอพักแออัด คนงานต่างชาติมีวิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่าง เป็นผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอ
  6. เมื่อเจ็บป่วยต้องดูแลตนเอง ซื้อยารับประทานเอง ไม่กล้าไปพบแพทย์เพราะมีปัญหาการสื่อสาร และกังวลว่าเรื่องค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่มีราคาสูง
  7. มีความเครียดและความวิตกกังวลในปัญหาทางบ้านและปัญหาครอบครัวเช่น หนี้สิน การศึกษาของบุตร ความเป็นอยู่ของครอบครัว ภรรยามีสามีใหม่ เป็นต้น และบางรายยังมีความเครียดจากการทำงานในสิงคโปร์ มีปัญหากับนายจ้าง ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ

                        ผลการประมวลลข้อมูลและทำการศึกษาสรุปได้ว่า โรคไหลตายเป็นอาการเจ็บป่วยสะสมทางร่างกาย จิตใจ และสังคม และการแบกรับภาระความเครียด ความกดดันจากการทำงานและปัญหาครอบครัว การใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างโดดเดี่ยวและไม่มีปัจจัยยังชีพที่เพียงพอ หรือที่เรียกว่า ทุกขภาวะทางกาย จิตใจ และสังคมของแรงงานย้ายถิ่น

 3. การดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูต

            การเยี่ยมแรงงานไทยในหอพักคนงาน สถานเอกอัครราชทูตและสำนักงานแรงงาน ออกเยี่ยมแรงงานไทยตามหอพักคนงานเป็นประจำ เพื่อสอบถามสภาพความเป็นอยู่ และแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น รวมทั้งสร้างขวัญและกำลังใจให้กับแรงงานไทย

            การแจกจ่ายยากันยุงและยาสามัญประจำบ้านให้กับแรงงานไทย โดยประสานขอรับบริจาคจากกระทรวงสาธาณสุข

            การดำเนินมาตรการป้องกันการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1 

สถานเอกอัครราชทูตได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ คำแนะนำในการปฏิบัติตนแก่แรงงานไทยตามหอพักคนงาน และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในกรณีเกิดการระบาดอย่างรุนแรงในสิงคโปร์

            การดำเนินมาตรการช่วยเหลือปรงงานไทยที่ถูกเลิกจ้าง  สถานเอกอัครราชทูตร่วมกับสำนักงานแรงงาน จัดพบปะระหว่างแรงงานไทยกับนายจ้าง / บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เป็นสมาชิก SCAL (Singapore Contractors Association Ltd) จำนวนกว่า 1800 บริษัท

            โครงการตรวจสุขภาพแรงงนไทยในสิงคโปร์  สถานเอกอัครราชทูตได้รับการสนับสนุนจากสภากาชาดไทยและสำนักงานแรงงานในการดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 1- 2 สิงหาคม 2552 โดยมีแรงงานไทยจำนวน 1250 คน เข้ารับบริการตรวจสุขภาพ และการรักษาเบื้องต้น จากคณะแพทย์ และพยาบาลสภากาชาดไทย ซึ่งในกรณีที่แรงงานไทยต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องหรือมีภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลว สถานเอกอัครราชทูตได้ประสานเรื่องการรักษาพยาบาล และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวถือเป็นมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาด้านสุขภาพของแรงงานไทย

            การประชุมกลุ่มย่อยในหัวข้อ “โรคไหลตาย อุบัติเหตุ และสุขภาพแรงงานไทย” สถานเอกอัครราชทูตได้จัดขึ้นเมื่อ 20 ก.ย. 2552 เพื่อรวบรวมข้อมูลสุขภาพของแรงงานสิงคโปร์อย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องสภาพความเป็นอยู่การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต การจัดการตนเองและการดูแลเพื่อนร่วมงาน ในกรณีเจ็บป่วยหรือมีอุบัติเหตุ โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลจากมุมมองของแรงงาน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการให้ความช่วยเหลือและพัฒนาการดูแลสุขภาพของแรงงานไทย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตจะได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการทำงานต่อไป

                                                         5 กรกฎาคม 2553

พิมพ์
Share Retweet
ย้อนกลับ
หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ติดต่อเรา | เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง | เข้าสู่ระบบ
Copyright © 2009 East Asia Watch. All rights reserved.