ในการสำรวจพบว่าหญิงไทยและชายไทยซึ่งทำงานเป็นนักร้อง นักเต้น พบว่า ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ทำงานประเภทนี้อยู่แล้วในเมืองไทยและเดินทางเข้ามาสิงคโปร์ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวประเภท 30 วัน โดยกลุ่มคนเหล่านี้สมัครใจทำงานดังกล่าวเพื่อหารายได้พิเศษ และค่อนข้างรู้วิธีหลบเลี่ยงตำรวจสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานไทยส่วนใหญ่มีภูมิลำเนาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บางคนได้รับการฝึกอบรมพัฒนาจากกระทรวงแรงงาน บางคนได้รับความช่วยเหลือจากนายจ้างสิงคโปร์ และส่วนใหญ่เคยเสียค่านายหน้าจำนวนมากก่อนเดินทางมาสิงคโปร์ ทั้งนี้แรงงานไทยทำงานที่อู่ต่อเรือ สถานีรถไฟใต้ดิน อุตสาหกรรมก่อสร้างปิโตรเคมี โรงแรมคาสิโนในสิงคโปร์
สถานเอกอัครราชทูตได้มอบหนังสือ”คนไกลบ้าน” และ “โรคไหลตายกับแรงงานไทยในสิงคโปร์” ให้แก่คณะจากนิตรสารคู่สร้างคู่สม เพื่อเป็นข้อมูลเพิ่มเติมในด้านปัญหาการค้ามนุษย์และค้าประเวณี และประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับโรคไหลตายและสุขภาพแรงงานไทยในสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มเติมข้อมูลปัญหาการค้ามนุษย์ และข้อมูลด้านสุขภาพแรงงานไทย รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้
สถานการณ์การค้ามนุษย์และการค้าประเวณีของหญิงไทยในสิงคโปร์
1. รูปแบบการชักชวนและหลอกลวงหญิงไทย
1.1 กลุ่มเป้าหมายหลักชักชวนให้เดินทางไปค้าประเวณีโดยผิดกฏหมายที่สิงคโปร์ คือ
-
หญิงไทยที่มีภูมิลำเนาตามจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง
-
หญิงไทยที่ทำงานตามสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่ๆ ซึ่งบางส่วนมีอาชีพค้าบริการอยู่แล้ว
1.2 รูปแบบการค้าประเวณี
-
ถูกหลอกลวงโดยญาติ บุคคลใกล้ชิด และกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งได้รับการชักชวนให้ไปทำงานในร้านอาหารหรือโรงแรม โดยจะล่อลวงว่างานสบาย มีรายได้สูง พร้อมอาหารและที่พัก
-
รับการชักชวนจากกลุ่มนายหน้าให้ไปค้าประเวณี โดยมีการตกลงเงื่อนไขการทำงานและรายได้กลับกลุ่มนายหน้าแต่เมื่อเดินทางไปถึงสิงคโปร์ กลับไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน
-
สมัครไปค้าประเวณีสิงคโปร์ ซึ่งเป็นกลุ่มหญิงที่ไปค้าประเวณีแล้ว ทราบลู่ทางและคุ้นเคยในพื้นที่ จึงเดินทางไปค้าบริการด้วยตนเอง โดยไม่เสียค่านายหน้า
1.3 เครือข่ายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายผู้หญิงไปค้าประเวณีในต่างประเทศประกอบด้วยนายหน้าผู้พาเหยื่อมาจากต้นทาง บริษัททัวร์ คนขายบัตรโดยสารรถทัวร์ ไกด์ประจำรถทัวร์ และนายหน้าสิงคโปร์ ซึ่งมีลักษณะการทำงานที่ส่งต่อกันเป็นทอดๆ จนถึงจุดหมายปลายทาง
1.4 ปัจจุบันมีการขยายกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่กลุ่มที่เป็นแม่บ้านและมีอายุมากขึ้น และเป็นการหลอกลวงโดยบุคคลใกล้ชิด ทังนี้ได้เริ่มขยายพื้นที่กลุ่มเป้าหมายเข้าสู่จังหวัดในภาคกลางและจังหวัดข้างเคียงกรุงเทพ
2. เส้นทางและวิธีการขนถ่ายหญิงไทย
2.1 เส้นทาง อ.สะเดา –ด่านสะเดา –จังโหลน –กัวลากัมเปอร์ –ยะโฮร์บารู –สิงคโปร์ ถูกใช้เป็นเส้นทางสำคัญในการขนถ่ายหญิงไทยไปสิงคโปร์ โดยผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกนำตัวมาพักที่ อ.หาดใหญ่ และ อ.สะเดา เพื่อรอการส่งต่อโดยรถทัวร์ไปยังสิงคโปร์
2.2 นายหน้าจะเป็นผู้จัดหาบัตรโดยสารรถทัวร์ ในบางกรณีจะร่วมเดินทางไปด้วย หรืออาจจะประสานงานกับบริษัทเดินรถทัวร์ไว้แล้วและให้หญฺงไทยเดินทางไปเอง
2.3 บริษัทเดินรถทัวร์จะมีบริการให้ยืมเงินสำหรับหญิงไทยใช้เป็นหลักฐานการเงินแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ บริการกรอกเอกสาร บริการดูแลและให้คำแนะนำการเดินทางผ่านแดน โดยเรียกเก็บค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากค่าบัตรโดยสาร ซึ่งจะคิดค่าบริการครั้งละ 800 –1000 บาท ต่อคน สำหรับเงินยืมเพื่อใช้เป็นหลักฐานการเงินแสดงต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ และกรณีเป็นหนังสือเดินทางใหม่และเป็นการเดินทางครั้งแรก
2.4 เมื่อหญิงไทยเดินทางผ่านด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์แล้ว รถทัวร์จะเดินทางเข้าสิงคโปร์และมีจุดจอดที่อาคาร โกลเด้น ไมล์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งนายหน้าทั้งที่เป็นชาวไทยและสิงคโปร์ จะมารอรับหญิงไทยเพื่อนำตัวเข้าที่พัก หรือส่งต่อไปยังที่หมายต่างๆ
2.5 หญิงไทยที่ไปค้าประเวณี จะเดินทางเข้าสิงคโปร์ลักษณะนักท่องเที่ยว (Social Visit Pass) โดยปกติจะได้รับอนุญาตให้พำนักได้ไม่เกิน 30 วัน หรืออาจน้อยกว่านั้น ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หญิงไทยส่วนใหญ่ที่ไปค้าประเวณีมักจะอ้างวัตถุประสงค์การเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่ามาท่องเที่ยวหรือเยี่ยมเพื่อนชาวสิงคโปร์
2.6 ธุรกิจบริษัทเดินรถทัวร์ที่ อ.หาดใหญ่ เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่มีส่วนทำให้กระบวนการค้ามนุษย์และการค้าประเวณีข้ามชาติดำรงอยู่ได้ แม้บางส่วนจะไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นผู้จัดหา แต่มีส่วนรู้เห็นทำหน้าที่อำนวยความสะดวกในการเดินทางและเรียกเก็บค่าตอบแทนเพิ่มเติมจากค่าบัตรโดยสาร ซึ่งเป็นการแสวงประโยชน์จากการค้าประเวณี
3. การค้าประเวณีในป่าสิงคโปร์
3.1 การค้าประเวณีของหญิงไทยในสิงคโปร์มีหลายรูปแบบ อาทิ การขายบริการในย่านเกย์ลัง (แหล่งค้าบริการทางเพศในเมือง) การขายบริการตามโรงแรมขนาดเล็กหรือสถานบันเทิงต่างๆ การขายบริการผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และการค้าประเวณีในป่า
3.2 แหล่งที่มีการค้าประเวณีในป่าในสิงคโปร์จะอยู่ใกล้กับหอพักแรงงานต่างชาติหรือย่านโรงงานอุตสาหกรรมตามชานเมือง เช่น Woodland, Tuas, Yishun, Lim Chu Kang, Kaki Bukit เป็นต้น โดยพื้นที่ในป่าที่ใช้ค้าประเวณีจะอยู่ห่างจากถนนใหญ่ประมาณ 50 –100 เมตร และจะถูกถางให้เป็นพื้นที่เรียบ และกางผ้าใบกั้นเป็นซุ้ม/ห้อง และปูไม้กระดานและฟูกสำหรับให้บริการทางเพศ รวมทั้งมีการตั้งวงการพนันในบริเวณข้างเคียงด้วย
3.3 เมื่อหญิงไทยเดินทางถึงสิงคโปร์ก็จะมีกลุ่มนายหน้านำตัวไปพักในห้องเช่าตามห้องแถวหรือแฟลต บางส่วนถูกยึดหนังสือเดินทาง และกักขังอยู่ในห้องพักในเวลากลางวัน และหากไม่ยินยอมก็จะถูกบังคับ ขู่เข็ญ ทำร้ายร่างกาย และเมื่อถึงเวลาประมาณ 19.00 น. ของแต่ละวันก็จะถูกนำตัวไปค้าประเวณีในพื้นที่ป่าใกล้กับหอพักแรงงานต่างชาติ
3.4 ผู้ใช้บริการคือแรงงานต่างชาติชาวอินเดีย บังกลาเทศ และจีน ค่าบริการครั้งละ 20 ดอลลาร์สิงคโปร์ (460 บาท) ต่อลูกค้า 1 ราย หรือ 10 นาที และขายบริการคืนละ 10 –20 คน บางรายต้องขายบริการเพื่อชดใช้เงินค่านายหน้าโดยคิดเป็นจำนวนแขกตั้งแต่ 60 –160 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนนายหน้าในขบวนการตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง โดยทั่วไปจะทำงานค้าประเวณีประมาณ 3 สัปดาห์ และจะเดินทางออกจากสิงคโปร์
3.5 หญิงไทยที่ค้าบริการด้วยตัวเองไม่ผ่านกลุ่มนายหน้าจะได้รับรายได้เป็นค่าบริการครั้งละ 20 ดอลลาร์สิงคโปร์ (460 บาท) แต่จะต้องหักเงินให้กับบุคคลในขบวนการ คือ ค่าจัดเตรียมสถานที่ 2 ดอลลาร์สิงคโปร์(46 บาท) และค่าจ้างคนดูต้นทาง 3 ดอลลาร์สิงคโปร์ (69 บาท) รายได้ในส่วนที่เหลือจะต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าถุงยางอนามัย และค่าเดินทาง เป็นต้น
3.6 กรณีที่ถูกทางการสิงคโปร์จับกุมก็จะถูกแจ้งข้อหาบุกรุกพื้นที่ของรัฐ และข้อหาค้าประเวณีโดยผิดกฏหมาย ซึ่งจะถูกตัดสินจำคุกประมาณ 7- 14 วัน และถูกส่งกลับประเทศ หรืออาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมหากมีการกระทำผิดในข้อหาอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง
3.7 การค้าประเวณีในป่าที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากสิงคโปร์มีแรงงานชาวต่างชาติจำนวนประมาณ 800,000 – 850,000 คน ซึ่งไม่มีครอบครัวมาอยู่ด้วย และโดยธรรมชาติมีความต้องการทางเพศ นอกจากนั้น แรงงานต่างชาติมีรายได้ต่ำ ไม่สามารถซื้อบริการทางเพศตามสถานบันเทิงในเมืองและเช่าโรงแรม จึงเป็นเหตุให้มีขบวนการมิจฉาชีพ และกลุ่มนายหน้าจัดหาหญิงมาขายบริการในป่าบริเวณใกล้เคียงกับหอพักคนงาน
4. การดำเนินการของสถานเอกอัครราชทูตในปี 2552
4.1 การให้ความช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์และค้าประเวณี สถานเอกอัครราชทูตได้ให้ความช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกมาค้าประเวณี 21 ราย ในปี 2552 โดยบางส่วนไม่สามารถทนรับสภาพได้ก็จะหาทางหลบหนีมาขอความช่วยเหลือ หรือโทรศัพท์แจ้งเบาะแสให้ทราบ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมขบวนการที่เกี่ยวข้อง การให้ความช่วยเหลือจะครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาที่พักพิง การเยียวยาเหยื่อหรือผู้เสียหาย การรักษาพยาบาล การให้คำปรึกษาและข้อแนะนำต่างๆ และการส่งตัวกลับประเทศไทย
4.2 การเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสิงคโปร์ปฏิบัติต่อหญิงไทยอย่างเป็นธรรม
สถานเอกอัครราชทูตได้ประสานและเน้นย้ำกับทางการท้องถิ่นว่าหญิงไทยที่ถูกหลอกมาค้าประเวณีมีลักษณะเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ไม่ใช่ผู้ต้องหา นอกจากนั้น ในส่วนของหญิงไทยที่ถูกกันเป็นพยาน สถานเอกอัครราชทูตได้เร่งรัดกับทางการท้องถิ่นให้อนุญาตให้เดินทางกลับประเทศไทยได้โดยเร็ว ซึ่งปรากฏว่า ทางการสิงคโปร์ ได้ตระหนักและดำเนินการตามคำเรียกร้องของสถานเอกอัครราชทูตมากขึ้น โดยปฏิบัติต่อหญิงไทยดีขึ้นและไม่ปล่อยให้อยู่ในสิงคโปร์เป็นเวลานานเช่นในอดีต
4.3 การให้ความช่วยเหลือปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ / ค้าประเวณีในสิงคโปร์
สถานเอกอัครราชทูตได้ให้เบาะแสกับทางการท้องถิ่น เพื่อจับกุมขบวนการหลอกลวงหญิงไทยไปค้าประเวณี โดยเป็นสามี-ภรรยา ชาวไทย 2 ราย และถูกลงโทษจำคุก 18 เดือน ในเรือนจำสิงคโปร์
4.4 การจัดทำสารคดีตีแผ่ปัญหาการค้าประเวณีของหญิงไทย สถานเอกอัครราชทูตได้ลงพื้นที่ถ่ายทำสารคดีเพื่อเผยแพร่ปัญหาและตีแผ่ข้อเท็จจริงของการค้ามนุษย์และการไปทำงานค้าประเวณีในสิงคโปร์ เพื่อสร้างความตระหนักของสังคมไทยให้ช่วยกันสอดส่องดูแลการกระทำอันเป็นการค้ามนุษย์ และระมัดระวังการล่อลวงชองกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งจะสามารถช่วยป้องปราม และลดปัยหาได้ตั้งแต่ต้นทาง
4.5 การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือคนไทย สถานเอกอัครราชทูตจัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครแรงงานไทย ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาเป็นกลไกเฝ้าระวัง คอยเป็นหูเป็นตาและช่วยเหลือสถานทูต ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์และให้ข้อมูลเบาะแส การค้ามนุษย์ / ค้าประเวณี เพื่อให้สถานทูตประสานทางการท้องถิ่นขยายผลเข้าจับกุม
4.6 การจัดกิจกรรมให้ความรู้เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์ การประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับกลุ่มแรงงานไทย/หญิงไทยในสิงคโปร์ผ่านช่องทางต่างๆ และเครือข่ายอาสาสมัครของสถานเอกอัครราชทูต และการจัดอบรมสัมมนาเครือข่ายการช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ และคนไทยตกทุกข์ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้สถานเอกอัครราชทูตในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเรื่องการค้ามนุษย์และการไปทำงานในสิงคโปร์ไปยังเพื่อนและบุคคลใกล้ชิดในสิงคโปร์ รวมทั้งญาติพี่น้องในประเทศไทย ให้ได้ทราบและตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะถูกหลอกหรือชักชวนจากมิจฉาชีพในภูมิลำเนาเดียวกัน และมีแนวโน้มที่จะปฏิบัติตามแบบเพื่อนหรือบุคคลในครอบครัว
4.7 การให้บริการคลินิคกฏหมาย ให้บริการคลีนิคกฏหมายที่สถานเอกอัครราชทูตสัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยนำที่ปรึกษากฏหมาย/ทนายความอาสามาให้คำปรึกษาและคำแนะนำเบื้องต้นแก่คนไทยตกทุกข์หรือที่ประสบปัญหาต่างๆ อาทิ เข้ามาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาติ ค้าประเวณี หรือถูกกันตัวไว้เป็นพยานโดยทางการสิงคโปร์ และการดำเนินคดีที่เกี่ยวกับปัญหาครอบครัว การหย่า และการขอสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร และให้ความช่วยเหลือในการประสานกับทางการท้องถิ่น ซึ่งช่วยให้สถานเอกอัครราชทูตสามารถให้คำแนะนำด้านข้อกฏหมายท้องถิ่นที่ถูกต้อง
4.8 การปลูกฝังจิตสำนึกการให้บริการประชาชนและการให้ความช่วยเหลือคนไทยตกทุกข์
สถานเอกอัครราชทูตได้ให้ความสำคัญและปลูกฝังลูกจ้างท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลให้ ปัจจุบัน แรงงานไทย / คนไทยมีความเชื่อมั่นสถานเอกอัครราชทูตว่าสามารถเป็นที่พึ่งได้เมื่อยามตกทุกข์และต้องการความช่วยเหลือ
ข้อมูลด้านสุขภาพแรงงานไทยในสิงคโปร์
-
ข้อมูลแรงงานไทยในสิงคโปร์
-
จำนวนแรงงานไทย 41543 คน และมีบริษัทสิงคโปร์ที่ว่าจ้างแรงงานไทย 281บริษัท (ข้อมูลสถิติจากสำนักงานแรงงาน ณ เดือน สิงหาคม 2552)
-
ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานไทย (ตามมาตรฐานสำนักงานแรงงาน) 23 ดอลลาร์สิงคโปร์ (529 บาท) ต่อวัน และมีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อทำงานล่วงเวลา
-
แรงงานไทยอยู่ในกลุ่มผู้ถือ worker permit (ไร้ทักษะ / เงินเดือนพื้นฐานไม่เกิน 1800 ดอลลาร์สิงคโปร์-41,400 บาท) และ S Pass (ทักษะระดับกลาง / ช่างเทคนิค เงินเดือน 1800 ดอลลาร์สิงคโปร์(41,400บาท)ขึ้นไป)
-
แรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่ในภาคก่อสร้าง อู่ต่อเรือ และปิโตรเคมี และสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ส่งผลกระทบ โดยปริมาณงานลดลง ไม่มีการทำงานล่วงเวลา เป็นผลให้รายได้ลดลงมาก และบางส่วนถูกเลิกจ้างหรือให้พักงาน
-
แรงงานไทยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากสาเหตุ ”หัวใจล้มเหลว”(Cardio respiratory failure)ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่ถูกระบุไว้ในมรณบัตรของทางการท้องถิ่น ซึ่งมีความซับซ้อนทั้งทางการแพทย์และยากที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่าการเสียชีวิตเป็นเหตุมาจากสภาพการทำงาน ดังนั้น แรงงานทีเสียชีวิตจะไม่ได้รับเงินชดเชยพิเศษจากนายจ้างภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว
-
ปัญหาการเสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว
-
การเสียชีวิตด้วยสาเหตุ”หัวใจล้มเหลว”หรือที่เรียกกันในหมู่แรงงานไทยว่า“ไหลตาย”จะมีลักษณะอาการที่ผู้เสียชีวิตได้นอนหลับและไม่รู้สึกตัวอีกเลย หรือในทางการแพทย์ คือ หัวใจหยุดทำงาน ซึ่งยังไม่มีข้อพิสูจน์หรือผลการศึกษาชัดเจนที่ระบุได้ว่า สภาพการทำงานเป็นเหตุสะสมที่นำไปสู่การเสียชีวิต เช่นทำงานหนักโดยพักผ่อนไม่เพียงพอ สถานที่ทำงานไม่ถูกหลักอนามัย ทำงานต่อเรือ / ขุดอุโมงค์ ซึ่งมีสารพิษและก๊าซอันตราย ที่พักมีสภาพอับชื้นและแออัด หรือไม่ถูกสุขลักษณะ
-
สถิติแรงงานไทยเสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว
|
ปี พ.ศ.
|
2540
|
2541
|
2542
|
2543
|
2544
|
2545
|
2546
|
2547
|
2548
|
2549
|
2550
|
2551
|
2552
|
|
จำนวน
|
70
|
50
|
27
|
16
|
19
|
18
|
10
|
11
|
12
|
5
|
13
|
14
|
22
|
หมายเหตุ –ตัวเลขข้างต้นไม่รวมการเสียชีวิตจากสาเหตุอื่น เช่น อุบัติเหตุ การเจ็บป่วย
-
จากการเก็บข้อมูลและการสอบถามแรงงานไทย พบว่า “ไหลตาย”น่าจะมีสาเหตุสำคัยมาจากความเครียดและปัญหาสุขภาพ ซึ่งสืบเนื่องจากการทำงานหนักเพื่อเพิ่มรายได้จนพักผ่อนไม่เพียงพอ สภาพที่พักแออัด ไม่ถูกสุขลักษณะ และสภาพที่ทำงานเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยแรงงานส่วนใหญ่ เห็นว่างานในอุโมงค์ใต้ดินและอู่ต่อเรือเป็นงานที่อันตรายและมีผลต่อสุขภาพมากที่สุด เพราะต้องทำงานในสภาพที่ไม่มีอากาศถ่ายเท และมีสารเคมีที่เป็นพิษ ประกอบกับความเครียด และความกดดันจากครอบครัว ซึ่งแรงงานต้องแบกรับภาระรับส่งรายได้กลับไปให้ครอบครัว นอกจากนั้น เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่ยอมเข้ารับการรักษา เพราะว่าไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และมีความกังวลจะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่มีราคาสูง และอาจถูกปลดจากงาน บางรายเมื่อเข้ารับการรักษา ต้องทดรองออกค่ารักษาพยาบาลไปก่อนและนายจ้างจ่ายเงินคืนช้าหรือจ่ายไม่ครบอีกทั้งแรงงานส่วนใหญ่ยังมีอุปนิสัยชอบดื่มสุราอีกด้วย
-
สถิติดังกล่าวยังพบว่า ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ จำนวนแรงงานไทยที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลวเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน และลดจำนวนลงเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและดีขึ้น เช่น ช่วงปี 2540 2541 และ 2542 มีแรงงานไทยเสียชีวิตจากอาการหัวใจล้มเหลว จำนวน 70, 50 และ 27 ราย ตามลำดับ และในช่วงเศรษฐกิจถดถอยในปี 2550 -2552 ผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุดังกล่าว กลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ได้ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อการเสียชีวิตของแรงงานไทยในสิงคโปรื เพราะแรงงานไทยต้องเผชิญกับ ภาวะการว่างงานที่สูงขึ้น นายจ้างลดเวลาการทำงานและค่าจ้าง รวมไปถึงความเสี่ยงที่อาจถุกนายจ้างเลิกจ้าง หรือปลดออกจากงาน ส่งผลให้แรงงานไทยไม่มั้นใจกับอนาคตและเกิดความเครียด บางส่วนหันเข้าหาสุรา พักผ่อนไม่พียงพอ จนทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ
-
สถานเอกอัครราชทูตได้ให้ความสำคัญกับปัยหาสุขภาพของแรงงานไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไหลตาย จึงได้ร่วมกับ ดร. พัฒนา กิติอาษา อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และสมาคมเพ่อนแรงงานไทยในสิงคโปร์จัดการประชุมกลุ่มย่อยในหัวข้อ “โรคไหลตาย อุบัติเหตุ และสุขภาพแรงงานไทย”และพบว่าหัวใจล้มเหลว หรือโรคไหลต่าย มีความเชื่อมโยงกันระหว่างสุขภาพกายสุขภาพจิต และชีวิตสังคม ของแรงงานไทยในต่างแดน โดยการเสียชีวิตมักจะเกิดกับแรงงานที่มีลักษณะดังนี้
-
ทำงานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน ข้ามวันข้ามคืนเพื่อรับค่าล่วงเวลา และเร่งงานให้เสร็จ ตามที่นายจ้างต้องการ ประเภทงานและสถานที่ทำงานมีลักษณะเป็นอันตราย ไม่ปลอดภัยต่อสุภาพ สกปรก ไม่ถูกสุขลักษณะ ทำให้เกิดความเครียดและความเหนื่อยล้าสะสม
-
อยู่คนเดียว ไม่มีครอบครัวดูแลเรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่
-
ทำงานในสภาพแวดล้อมที่แปลกแยกแตกต่างและไม่คุ้นเคย
-
รับประทานอาหารไม่เพียงพอและไม้ถูกสุขลักษณะ ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า อาหารนายจ้างไม่ถูกปาก และบางครั้งเน่าเสีย
-
หอพักแออัด คนงานต่างชาติมีวิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่าง เป็นผลให้พักผ่อนไม่เพียงพอ
-
เมื่อเจ็บป่วยต้องดูแลตนเอง ซื้อยารับประทานเอง ไม่กล้าไปพบแพทย์เพราะมีปัญหาการสื่อสาร และกังวลว่าเรื่องค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่มีราคาสูง
-
มีความเครียดและความวิตกกังวลในปัญหาทางบ้านและปัญหาครอบครัวเช่น หนี้สิน การศึกษาของบุตร ความเป็นอยู่ของครอบครัว ภรรยามีสามีใหม่ เป็นต้น และบางรายยังมีความเครียดจากการทำงานในสิงคโปร์ มีปัญหากับนายจ้าง ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ
ผลการประมวลลข้อมูลและทำการศึกษาสรุปได้ว่า โรคไหลตายเป็นอาการเจ็บป่วยสะสมทางร่างกาย จิตใจ และสังคม และการแบกรับภาระความเครียด ความกดดันจากการทำงานและปัญหาครอบครัว การใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างโดดเดี่ยวและไม่มีปัจจัยยังชีพที่เพียงพอ หรือที่เรียกว่า ทุกขภาวะทางกาย จิตใจ และสังคมของแรงงานย้ายถิ่น
3. การดำเนินงานของสถานเอกอัครราชทูต
การเยี่ยมแรงงานไทยในหอพักคนงาน สถานเอกอัครราชทูตและสำนักงานแรงงาน ออกเยี่ยมแรงงานไทยตามหอพักคนงานเป็นประจำ เพื่อสอบถามสภาพความเป็นอยู่ และแจกจ่ายสิ่งของจำเป็น รวมทั้งสร้างขวัญและกำลังใจให้กับแรงงานไทย
การแจกจ่ายยากันยุงและยาสามัญประจำบ้านให้กับแรงงานไทย โดยประสานขอรับบริจาคจากกระทรวงสาธาณสุข
การดำเนินมาตรการป้องกันการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิด เอ เอช 1 เอ็น 1
สถานเอกอัครราชทูตได้เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ คำแนะนำในการปฏิบัติตนแก่แรงงานไทยตามหอพักคนงาน และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในกรณีเกิดการระบาดอย่างรุนแรงในสิงคโปร์
การดำเนินมาตรการช่วยเหลือปรงงานไทยที่ถูกเลิกจ้าง สถานเอกอัครราชทูตร่วมกับสำนักงานแรงงาน จัดพบปะระหว่างแรงงานไทยกับนายจ้าง / บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เป็นสมาชิก SCAL (Singapore Contractors Association Ltd) จำนวนกว่า 1800 บริษัท
โครงการตรวจสุขภาพแรงงนไทยในสิงคโปร์ สถานเอกอัครราชทูตได้รับการสนับสนุนจากสภากาชาดไทยและสำนักงานแรงงานในการดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 1- 2 สิงหาคม 2552 โดยมีแรงงานไทยจำนวน 1250 คน เข้ารับบริการตรวจสุขภาพ และการรักษาเบื้องต้น จากคณะแพทย์ และพยาบาลสภากาชาดไทย ซึ่งในกรณีที่แรงงานไทยต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่องหรือมีภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยสาเหตุหัวใจล้มเหลว สถานเอกอัครราชทูตได้ประสานเรื่องการรักษาพยาบาล และการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวถือเป็นมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันปัญหาด้านสุขภาพของแรงงานไทย
การประชุมกลุ่มย่อยในหัวข้อ “โรคไหลตาย อุบัติเหตุ และสุขภาพแรงงานไทย” สถานเอกอัครราชทูตได้จัดขึ้นเมื่อ 20 ก.ย. 2552 เพื่อรวบรวมข้อมูลสุขภาพของแรงงานสิงคโปร์อย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องสภาพความเป็นอยู่การดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิต การจัดการตนเองและการดูแลเพื่อนร่วมงาน ในกรณีเจ็บป่วยหรือมีอุบัติเหตุ โดยให้ความสำคัญกับข้อมูลจากมุมมองของแรงงาน เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการให้ความช่วยเหลือและพัฒนาการดูแลสุขภาพของแรงงานไทย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตจะได้ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการทำงานต่อไป
5 กรกฎาคม 2553
|