ดร. หาญพล พึ่งรัศมี (เอกสารประกอบการบรรยาย)
แนวทางพัฒนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
1. ตลาดคาร์บอนหรือ ตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market) เริ่มมาจากแนวคิดที่ใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถูกกำหนดขึ้นในพิธีสารเกียวโตโดยกำหนดให้ “คาร์บอนเครดิต” เป็นสินค้าสำหรับการซื้อขายได้ จึงทำให้เกิดเป็น “ตลาดคาร์บอน” ขึ้น รวมทั้งยังทำให้เกิดการกำหนดราคาของคาร์บอนเครดิตด้วย ซึ่งตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว กลไกการตลาดดังกล่าวจะเป็นการทำให้ต้นทุนของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่สุด
- CDM (Clean Development Mechanism) เป็นกลไกที่จัดตั้งในช่วงพิธีสารโตเกียวเพื่อช่วยให้ประเทศอุตสาหกรรมที่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก
- ประเทศไทยและประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ถูกจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้พิธีสารโตเกียวภายในระยะเวลาและปริมาณที่กำหนดไว้ แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยสมัครใจตามแต่ศักยภาพของประเทศ
2. ตลาดคาร์บอนของเกาหลีใต้
- มีจุดหมายเพื่อ 1) ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับนานาชาติ
2) ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ
- ประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม ANNEX1 แต่เกาหลีใต้กำลังพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมแถวหน้าของโลก จึงมีความเป็นไปได้ว่า ในเวลาอีกไม่กี่ปีนับจากนี้เกาหลีใต้จะต้องถูกจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแน่นอน เกาหลีใต้จึงสนับสนุนให้มีการค้าคาร์บอนโดยสมัครใจโดยมี Korea Energy Management Corporation (KEMCO) ทำหน้าที่เป็นองค์กรควบคุม วิเคราะห์ กลั่นกรองและรับรอง โดยมีการออก Korea Certified Emission Reduction
- บริษัทเอกชนในประเทศเกาหลีใต้กำลังสนใจที่จะลงทุนการทำคาร์บอนเครดิตในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย เพื่อในอนาคตจะเป็นแหล่งค้าคาร์บอนที่สำคัญให้กับประเทศเกาหลีใต้เอง
3. แนวทางการพัฒนาเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก
- CFP หรือ Carbon Footprint คือ ผลรวมของปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดจำหน่าย การใช้งาน และการจัดการของเสียหลังจากการใช้งาน โดยใช้หลักการแนวคิดของการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) ก๊าซเรือนกระจกที่นำมาพิจารณาได้แก่ CO2, CH4, N2O, HFCs, PFCs, SF6
- ประเทศเกาหลีใต้สนับสนุนการทำรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในภาคธุรกิจ หรือ การจัดทำ CFP ซึ่งมีการรับรองหรือการจัดทำฉลากคาร์บอน สนับสนุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค
- Korea Eco-Products Institute ออกฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศเพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการเลือกซื้อสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณต่ำ และ กระตุ้นในภาคเอกชนให้ความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ข้อชวนคิด
ประเทศเกาหลีใต้เริ่มทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อม ๆ กับประเทศไทยเมื่อปี 2552 แต่โครงการดังกล่าวของเกาหลีใต้มีการพัฒนาและประสบผลสำเร็จมากเพราะได้รับความร่วมมืออย่างดีทั้งภาครัฐและเอกชน จนขณะนี้เกาหลีใต้มีโครงการ Carbon Cash Back คือ เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากที่มี CFP ก็จะได้รับแต้มสะสมเพื่อนำไปซื้อสินค้าที่มีฉลาก CFP ในราคาที่ถูกลง
วิธีดังกล่าวนี้ทำให้ผู้บริโภคสนใจซื้อแต่สินค้าที่ร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจึงทำให้บริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ หันมาเข้าร่วมโครงการด้วย
อาจารย์ประเสริฐสุข จามรมาน (เอกสารประกอบการบรรยาย)
ที่มาของ Green Growth
เกาหลีใต้มีความกระตือรือร้นในเรื่องของ Green Growthมาก เพราะขณะนี้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ยังไม่ถูกกำหนดเป้าหมายที่จะต้องบังคับลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Non-Annex 1 (ประเทศกำลังพัฒนา) แต่เกาหลีใต้รู้ตัวว่าหลังจากปี 2555 เกาหลีใต้จะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Annex 1) เนื่องจากเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง เกาหลีใต้จึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะลดการปล่อยก๊าซลง จึงเป็นที่มาของการประกาศยุทธศาสตร์ Green Growthเพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ภูมิหลัง
เกาหลีใต้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับหลาย ๆ ประเทศ เพราะมีการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ดีในระดับที่เป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะการจัดการกับขยะของเสีย และรัฐบาลให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน (Renewable Energy) โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) จนเกิดโครงการสร้างเมืองเพื่อเป็นเมืองตัวอย่างในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกาหลีใต้มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก
ขณะนี้เกาหลีใต้ได้ร่วมมือกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องการขายเทคโนโลยี เช่น การขายCarbon Credit หรือการขายโครงการที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เกาหลีใต้พยายามนำเสนอตัวเองว่ามีเทคโนโลยีที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยที่ผู้แทนของรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เข้ามาติดต่อกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของไทยที่จะมีความร่วมมือพัฒนาในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ได้ CERs (Certified Emission Reductions)หรือ Carbon Creditที่ได้รับการรับรองแล้ว เกาหลีใต้มีแผนงานชัดเจนในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมทุกหน่วยงานทำงานไปพร้อมกัน และยังได้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อให้เกิดการคล่องตัวในการทำงาน
การทำโครงการเพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิต(CDM project cycle)
มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณสูง เป็นเรื่องของกระบวนการขั้นตอนโดยเริ่มต้นจาก
-
การออกแบบโครงการซึ่งต้องให้ผู้ชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าสิ่งที่จะทำนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน(Project Design)
-
ส่งให้หน่วยงานภายในประเทศให้การรับรอง(country approval)
-
ตรวจสอบโดย DOE -Designated Operation Entity ( Validation)
-
ลงทะเบียน(Regitration)
-
ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ( Monitoring)
-
ได้รับการรับรอง(Verification/Certification)
ขั้นตอนทั้งหมดจะต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยมีบริษัทที่มีสถานะเป็นDOE (Designated Operation Entity) ซึ่งเป็นบริษัทที่รับรองโดยยูเอ็น ตรวจสอบการยืนยันการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทที่ได้ DOE มีทั้งหมด 21 บริษัทโดยในประเทศเกาหลีใต้มีองค์กร/หน่วยงาน 3แห่งที่ได้รับการรับรอง
มีแนวโน้มว่าหลังจากปี 2555 ทุกประเทศทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้วจะต้องมีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก และจะต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
ประโยชน์จากเกาหลีใต้
ในปี 2552 เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกที่ประกาศยุทธศาสตร์ Green Growthและพยายามให้ประเทศในเอเชียหันมาร่วมมือกันในเรื่อง Green Growthมากขึ้น มีการจัดสรรเงิน 200ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อให้ประเทศในเอเชียตะวันออกนำไปสู่ Green Growthให้ได้
นอกจากนี้เกาหลีใต้พยายามส่งเสริมให้เอกชนภายในประเทศลดก๊าซเรือนกระจกโดยความสมัครใจเมื่อลดได้แล้วมีการตรวจสอบและประเมินก็จะได้รับเครดิตจากรัฐบาลหรือที่เรียกว่า KCERs(Korea Certified Emission Reductions)รัฐบาลก็จะสนับสนุนด้วยการซื้อเครดิตจากเงินของรัฐบาลเอง
โอกาสของไทย
-
หน่วยงานเกาหลีใต้จะให้การอบรมสถาบันในเมืองไทยที่สนใจจะเป็น DOEและสอบเป็น DOE (Designated Operation Entity)
-
สามารถประชาสัมพันธ์การลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจแก่ภาคเอกชน
-
พัฒนานโยบายที่จำเป็นสำหรับการบรรเทาปัญหาการปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
-
พัฒนาเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้ก้าวหน้า
-
ความร่วมมือกับเกาหลีใต้ทางด้านพลังงานทดแทน ซึ่งเกาหลีใต้มีความเชี่ยวชาญ
เกาหลีใต้อาจจะไม่ใช่ตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ ความมั่งคั่งและความสำเร็จของเขาเป็นความสามัคคีร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนทำให้เกาหลีใต้มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเพื่อวางเป้าหมายสู่ความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต
คุณเพียงออ เลาหะวิไลย (เอกสารประกอบการบรรยาย)
KEC กับนโยบายด้าน CDM
การดำเนินธุรกิจของบริษัท KEC-T for Growth ประเทศไทย เป็นการสะท้อนถึงการดำเนินนโยบายของรัฐเรื่องรูปแบบการพัฒนาที่สะอาด (Clear Development model-CDM) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเจริญเติบโตสีเขียว (Green Growth)ของประเทศเกาหลีใต้ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทแม่ของบริษัทดังกล่าว
บริษัท KEC-T for Growthเป็นบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ เปิดบริการในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ดำเนินกิจการทางด้านการผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูปอิเล็กทรอนิกส์จำพวกแผ่นวงจรรวม (Wafer fabrication) เพื่อส่งต่อไปตามสายงานการผลิต อาทิ การผลิตโทรศัพม์มือถือ คอมพิวเตอร์ และจอโทรทัศน์ เป็นต้น บริษัท KECถือเป็นบริษัทสัญชาติเกาหลีที่ลงทุนในไทยมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 รองจากบริษัท Samsung และ LGเน้นพันธกิจทางด้านการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของสินค้า โดยทางบริษัทได้รับมาตรฐานระดับนานาชาติ เช่น ISO 140001 และ ISI 2002 เป็นต้น
การวิจัยและการพัฒนาของบริษัท
ในด้านการวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียว บริษัท KECได้ทำบันทึกความเข้าใจกับบริษัท LG ในการผลิตชิป 100 ล้านชิ้นสำหรับการนำไปผลิตทีวีจอ LED ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ถึงร้อยละ 75 นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้ริเริ่มการผลิตผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบปลอดสารตะกั่วตั้งแต่ปี 2545 และผลิตได้สำเร็จทั้งหมดในปี 2548
กิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของบริษัท แบ่งออกเป็น 2 โครงการใหญ่ ๆ คือ 1. โครงการการพัฒนากระบวนการการผลิต และ 2. โครงการลดการใช้พลังงาน โดยประกอบไปด้วยโครงการต่าง ๆ 11 โครงการ ได้แก่
-
การปิดผนึกโดยไม่ใช้ความร้อน (Non-heat sealing) ซึ่งสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่า 75,168 กิโลวัตต์ต่อปี และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมกึ่งสำเร็จรูปในการผลิตเทปปิดผนึกกว่าหลายล้านบาทต่อปี
-
การใช้กล่องพลาสติก PVC แทนกล่องกระดาษในกระบวนการผลิตและขนส่งซึ่งสามารถประหยัดการใช้กระดาษในแต่ละปีได้มากถึง 960 กิโลกรัม และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมผลิตกล่องพลาสติกได้มากกว่า 264,800 บาทต่อปี
-
การปิดผนึกโดยใช้แผ่นเทปพลาสติก PVC แทนการใช้แผ่นเทปกระดาษซึ่งสามารถประหยัดกระดาษได้กว่า 360 กิโลกรัมต่อปี และสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการผลิตเทปพลาสติกมูลค่ากว่า 577,200 บาทต่อปี
-
การเปลี่ยนสัดส่วนการใช้ตะกั่วในการผลิตซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้ในสัดส่วน ดีบุกร้อยละ 63 และใช้ตะกั่วร้อยละ 37 มาเป็นการใช้ดีบุกมากถึงร้อยละ 99.99 ทำให้สามรถลดการใช้ตะกั่วได้ 1,200 กิโลกรัมต่อปี และยังสร้างรายได้ให้กับผู้ค้าดีบุกถึง 19.6 ล้านบาทต่อปี
-
ลดการปล่อยสารไฮโดรเจนในกระบวนการผลิต Epoxy Mold Compound มาเป็นการผลิตแบบไร้ซึ่งการปล่อยก๊าซไฮโดรเจนนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน
-
การเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนวัสดุการผลิต (PKG Mold die Design)จากรูปแบบคลีบเป็นรูปแบบวงกลมทำให้สามารถลดของเสียที่เป็นพลาสติกได้มากถึง 9,000 กิโลกรัมต่อปี
-
การลดความถี่ของกระแสไฟฟ้าในมอเตอร์ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 300,000 บาทต่อปี
-
การปิดระบบการเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำให้เย็น(Water Chiller)ในช่วงหน้าหนาวซึ่งสามารถลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 167,086 ต่อปี
-
การเปลี่ยนค่า PH ในถังเร่งปฏิกิริยาเพื่ออัดอากาศซึ่งสามารถลดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 160,692 บาทต่อปี
-
ปรับปรุงคุณภาพการบำบัดน้ำเสียจากการใช่ระบบคัดกรองอิสระมาเป็นการต่อแบบอนุกรมซึ่งสามารถลดการใช้สารดคมีและค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 173,600 บาทต่อปี
-
การประหยัดน้ำโดยการนำน้ำที่บำบัดแล้วกลับมาใช้อีก เช่น การลดน้ำต้นไม้ เป็นต้น สามารถลดการใช้น้ำคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 352,800 บาทต่อปี









|