วันเสาร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Our People, Our Future Together: บรูไนกับตำแหน่งประธานอาเซียนปี 56
งานประเพณีปีใหม่ลาว
สรุปสาระสำคัญการบรรยายเรื่อง “ตลาดส่งออกข้าว: โอกาสและอุปสรรคของไทย”
นโยบายสวัสดิการสังคมของสิงคโปร์
สรุปและเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง "โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจใน สปป.ลาว : กฏหมายส่งเสริมการลงทุนปี 2552 และปีการท่องเที่ยวลาว 2555"
สถานการณ์พลังงานของบรูไนในปัจจุบัน
บรูไนดารุสซาลาม : จิ๋วแต่แจ๋ว
แต่งงานกับคนต่างชาติ ดีจริงหรือ
โลกในอนาคตปี ค.ศ. 2020
งานประเพณีสงกรานต์ของเมืองเชียงตุง รัฐฉาน สหภาพพม่า
สรุปการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ยุทธศาสตร์การเติบโตแบบสีเขียว (Green Growth) ของเกาหลีใต้ ทางเลือกและโอกาสของไทย”
วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2553 เวลา 12.45 – 16.00 น. ณ ห้องนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ จัดโดย ศูนย์เกาหลีศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ East Asia Unit กรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ

ดร. หาญพล พึ่งรัศมี (เอกสารประกอบการบรรยาย)

แนวทางพัฒนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

1. ตลาดคาร์บอนหรือ ตลาดซื้อขายคาร์บอน (Carbon Market) เริ่มมาจากแนวคิดที่ใช้กลไกตลาดเป็นแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถูกกำหนดขึ้นในพิธีสารเกียวโตโดยกำหนดให้ “คาร์บอนเครดิต” เป็นสินค้าสำหรับการซื้อขายได้ จึงทำให้เกิดเป็น “ตลาดคาร์บอน” ขึ้น รวมทั้งยังทำให้เกิดการกำหนดราคาของคาร์บอนเครดิตด้วย ซึ่งตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว กลไกการตลาดดังกล่าวจะเป็นการทำให้ต้นทุนของการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่สุด

- CDM (Clean Development Mechanism) เป็นกลไกที่จัดตั้งในช่วงพิธีสารโตเกียวเพื่อช่วยให้ประเทศอุตสาหกรรมที่มีพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก

- ประเทศไทยและประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ถูกจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้พิธีสารโตเกียวภายในระยะเวลาและปริมาณที่กำหนดไว้ แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยสมัครใจตามแต่ศักยภาพของประเทศ

2. ตลาดคาร์บอนของเกาหลีใต้

- มีจุดหมายเพื่อ    1) ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับนานาชาติ

                             2) ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ

- ประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม ANNEX1 แต่เกาหลีใต้กำลังพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมแถวหน้าของโลก จึงมีความเป็นไปได้ว่า ในเวลาอีกไม่กี่ปีนับจากนี้เกาหลีใต้จะต้องถูกจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแน่นอน เกาหลีใต้จึงสนับสนุนให้มีการค้าคาร์บอนโดยสมัครใจโดยมี Korea Energy Management Corporation (KEMCO) ทำหน้าที่เป็นองค์กรควบคุม วิเคราะห์ กลั่นกรองและรับรอง โดยมีการออก Korea Certified Emission Reduction

- บริษัทเอกชนในประเทศเกาหลีใต้กำลังสนใจที่จะลงทุนการทำคาร์บอนเครดิตในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย เพื่อในอนาคตจะเป็นแหล่งค้าคาร์บอนที่สำคัญให้กับประเทศเกาหลีใต้เอง  

3. แนวทางการพัฒนาเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

- CFP หรือ Carbon Footprint คือ ผลรวมของปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยพิจารณาตลอดวัฏจักรชีวิต ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดจำหน่าย การใช้งาน และการจัดการของเสียหลังจากการใช้งาน โดยใช้หลักการแนวคิดของการประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) ก๊าซเรือนกระจกที่นำมาพิจารณาได้แก่ CO2, CH4, N2O, HFCs, PFCs, SF6

- ประเทศเกาหลีใต้สนับสนุนการทำรายงานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ภายในภาคธุรกิจ หรือ การจัดทำ CFP ซึ่งมีการรับรองหรือการจัดทำฉลากคาร์บอน สนับสนุนทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการ ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค

- Korea Eco-Products Institute ออกฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของประเทศเพื่อให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการเลือกซื้อสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณต่ำ และ กระตุ้นในภาคเอกชนให้ความสนใจในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ข้อชวนคิด

ประเทศเกาหลีใต้เริ่มทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกพร้อม ๆ กับประเทศไทยเมื่อปี 2552 แต่โครงการดังกล่าวของเกาหลีใต้มีการพัฒนาและประสบผลสำเร็จมากเพราะได้รับความร่วมมืออย่างดีทั้งภาครัฐและเอกชน จนขณะนี้เกาหลีใต้มีโครงการ Carbon Cash Back คือ เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากที่มี CFP ก็จะได้รับแต้มสะสมเพื่อนำไปซื้อสินค้าที่มีฉลาก CFP ในราคาที่ถูกลง

วิธีดังกล่าวนี้ทำให้ผู้บริโภคสนใจซื้อแต่สินค้าที่ร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจึงทำให้บริษัทผู้ผลิตต่าง ๆ หันมาเข้าร่วมโครงการด้วย                          

อาจารย์ประเสริฐสุข จามรมาน (เอกสารประกอบการบรรยาย)

ที่มาของ Green Growth

เกาหลีใต้มีความกระตือรือร้นในเรื่องของ Green Growthมาก เพราะขณะนี้เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ยังไม่ถูกกำหนดเป้าหมายที่จะต้องบังคับลดก๊าซเรือนกระจก หรือ Non-Annex 1 (ประเทศกำลังพัฒนา) แต่เกาหลีใต้รู้ตัวว่าหลังจากปี 2555 เกาหลีใต้จะกลายเป็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Annex 1) เนื่องจากเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง เกาหลีใต้จึงต้องพยายามทุกวิถีทางที่จะลดการปล่อยก๊าซลง จึงเป็นที่มาของการประกาศยุทธศาสตร์ Green Growthเพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและช่วยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ภูมิหลัง

เกาหลีใต้เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับหลาย ๆ ประเทศ เพราะมีการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ดีในระดับที่เป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะการจัดการกับขยะของเสีย และรัฐบาลให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทน (Renewable Energy) โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) จนเกิดโครงการสร้างเมืองเพื่อเป็นเมืองตัวอย่างในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกาหลีใต้มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามาก

ขณะนี้เกาหลีใต้ได้ร่วมมือกับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในเรื่องการขายเทคโนโลยี เช่น การขายCarbon Credit หรือการขายโครงการที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก เกาหลีใต้พยายามนำเสนอตัวเองว่ามีเทคโนโลยีที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยที่ผู้แทนของรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เข้ามาติดต่อกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกของไทยที่จะมีความร่วมมือพัฒนาในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ได้ CERs (Certified Emission Reductions)หรือ Carbon Creditที่ได้รับการรับรองแล้ว เกาหลีใต้มีแผนงานชัดเจนในเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมทุกหน่วยงานทำงานไปพร้อมกัน และยังได้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อให้เกิดการคล่องตัวในการทำงาน

การทำโครงการเพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิต(CDM project cycle)

มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณสูง เป็นเรื่องของกระบวนการขั้นตอนโดยเริ่มต้นจาก

  • การออกแบบโครงการซึ่งต้องให้ผู้ชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าสิ่งที่จะทำนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน(Project Design)
  • ส่งให้หน่วยงานภายในประเทศให้การรับรอง(country approval)
  • ตรวจสอบโดย DOE -Designated Operation Entity ( Validation)
  • ลงทะเบียน(Regitration)
  • ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง ( Monitoring)
  • ได้รับการรับรอง(Verification/Certification)

ขั้นตอนทั้งหมดจะต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยมีบริษัทที่มีสถานะเป็นDOE (Designated Operation Entity) ซึ่งเป็นบริษัทที่รับรองโดยยูเอ็น ตรวจสอบการยืนยันการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บริษัทที่ได้ DOE มีทั้งหมด 21 บริษัทโดยในประเทศเกาหลีใต้มีองค์กร/หน่วยงาน 3แห่งที่ได้รับการรับรอง

มีแนวโน้มว่าหลังจากปี 2555  ทุกประเทศทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้วจะต้องมีเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจก และจะต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

ประโยชน์จากเกาหลีใต้

ในปี 2552 เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกที่ประกาศยุทธศาสตร์ Green Growthและพยายามให้ประเทศในเอเชียหันมาร่วมมือกันในเรื่อง Green Growthมากขึ้น มีการจัดสรรเงิน 200ล้านดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อให้ประเทศในเอเชียตะวันออกนำไปสู่ Green Growthให้ได้

นอกจากนี้เกาหลีใต้พยายามส่งเสริมให้เอกชนภายในประเทศลดก๊าซเรือนกระจกโดยความสมัครใจเมื่อลดได้แล้วมีการตรวจสอบและประเมินก็จะได้รับเครดิตจากรัฐบาลหรือที่เรียกว่า  KCERs(Korea Certified Emission Reductions)รัฐบาลก็จะสนับสนุนด้วยการซื้อเครดิตจากเงินของรัฐบาลเอง

โอกาสของไทย

  • หน่วยงานเกาหลีใต้จะให้การอบรมสถาบันในเมืองไทยที่สนใจจะเป็น DOEและสอบเป็น DOE (Designated Operation Entity)
  • สามารถประชาสัมพันธ์การลดก๊าซเรือนกระจกด้วยความสมัครใจแก่ภาคเอกชน
  • พัฒนานโยบายที่จำเป็นสำหรับการบรรเทาปัญหาการปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
  • พัฒนาเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมให้ก้าวหน้า
  • ความร่วมมือกับเกาหลีใต้ทางด้านพลังงานทดแทน ซึ่งเกาหลีใต้มีความเชี่ยวชาญ

เกาหลีใต้อาจจะไม่ใช่ตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ ความมั่งคั่งและความสำเร็จของเขาเป็นความสามัคคีร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชนทำให้เกาหลีใต้มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องเพื่อวางเป้าหมายสู่ความก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

คุณเพียงออ เลาหะวิไลย (เอกสารประกอบการบรรยาย)

KEC กับนโยบายด้าน CDM

การดำเนินธุรกิจของบริษัท KEC-T for Growth ประเทศไทย เป็นการสะท้อนถึงการดำเนินนโยบายของรัฐเรื่องรูปแบบการพัฒนาที่สะอาด (Clear Development model-CDM) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการเจริญเติบโตสีเขียว (Green Growth)ของประเทศเกาหลีใต้ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทแม่ของบริษัทดังกล่าว

บริษัท KEC-T for Growthเป็นบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้ เปิดบริการในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ดำเนินกิจการทางด้านการผลิตสินค้ากึ่งสำเร็จรูปอิเล็กทรอนิกส์จำพวกแผ่นวงจรรวม (Wafer fabrication) เพื่อส่งต่อไปตามสายงานการผลิต อาทิ การผลิตโทรศัพม์มือถือ คอมพิวเตอร์ และจอโทรทัศน์ เป็นต้น บริษัท KECถือเป็นบริษัทสัญชาติเกาหลีที่ลงทุนในไทยมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 รองจากบริษัท Samsung และ LGเน้นพันธกิจทางด้านการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและคุณภาพของสินค้า โดยทางบริษัทได้รับมาตรฐานระดับนานาชาติ เช่น ISO 140001 และ ISI 2002 เป็นต้น

การวิจัยและการพัฒนาของบริษัท

ในด้านการวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียว บริษัท KECได้ทำบันทึกความเข้าใจกับบริษัท LG ในการผลิตชิป 100 ล้านชิ้นสำหรับการนำไปผลิตทีวีจอ LED ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ถึงร้อยละ 75 นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้ริเริ่มการผลิตผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบปลอดสารตะกั่วตั้งแต่ปี 2545 และผลิตได้สำเร็จทั้งหมดในปี 2548

กิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

กิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของบริษัท แบ่งออกเป็น 2 โครงการใหญ่ ๆ คือ 1. โครงการการพัฒนากระบวนการการผลิต และ 2. โครงการลดการใช้พลังงาน โดยประกอบไปด้วยโครงการต่าง ๆ 11 โครงการ ได้แก่

  1. การปิดผนึกโดยไม่ใช้ความร้อน (Non-heat sealing) ซึ่งสามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่า 75,168 กิโลวัตต์ต่อปี และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมกึ่งสำเร็จรูปในการผลิตเทปปิดผนึกกว่าหลายล้านบาทต่อปี
  2. การใช้กล่องพลาสติก PVC แทนกล่องกระดาษในกระบวนการผลิตและขนส่งซึ่งสามารถประหยัดการใช้กระดาษในแต่ละปีได้มากถึง 960 กิโลกรัม และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมผลิตกล่องพลาสติกได้มากกว่า 264,800 บาทต่อปี
  3. การปิดผนึกโดยใช้แผ่นเทปพลาสติก PVC แทนการใช้แผ่นเทปกระดาษซึ่งสามารถประหยัดกระดาษได้กว่า 360 กิโลกรัมต่อปี และสร้างรายได้ให้กับอุตสาหกรรมการผลิตเทปพลาสติกมูลค่ากว่า 577,200 บาทต่อปี
  4. การเปลี่ยนสัดส่วนการใช้ตะกั่วในการผลิตซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้ในสัดส่วน ดีบุกร้อยละ 63 และใช้ตะกั่วร้อยละ 37 มาเป็นการใช้ดีบุกมากถึงร้อยละ 99.99 ทำให้สามรถลดการใช้ตะกั่วได้ 1,200 กิโลกรัมต่อปี และยังสร้างรายได้ให้กับผู้ค้าดีบุกถึง 19.6 ล้านบาทต่อปี
  5. ลดการปล่อยสารไฮโดรเจนในกระบวนการผลิต Epoxy Mold Compound มาเป็นการผลิตแบบไร้ซึ่งการปล่อยก๊าซไฮโดรเจนนั้น เป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะโลกร้อน
  6. การเปลี่ยนแปลงชิ้นส่วนวัสดุการผลิต (PKG Mold die Design)จากรูปแบบคลีบเป็นรูปแบบวงกลมทำให้สามารถลดของเสียที่เป็นพลาสติกได้มากถึง 9,000 กิโลกรัมต่อปี
  7. การลดความถี่ของกระแสไฟฟ้าในมอเตอร์ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 300,000 บาทต่อปี
  8. การปิดระบบการเปลี่ยนอุณหภูมิของน้ำให้เย็น(Water Chiller)ในช่วงหน้าหนาวซึ่งสามารถลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 167,086 ต่อปี
  9. การเปลี่ยนค่า PH ในถังเร่งปฏิกิริยาเพื่ออัดอากาศซึ่งสามารถลดค่าไฟฟ้าได้มากถึง 160,692 บาทต่อปี
  10. ปรับปรุงคุณภาพการบำบัดน้ำเสียจากการใช่ระบบคัดกรองอิสระมาเป็นการต่อแบบอนุกรมซึ่งสามารถลดการใช้สารดคมีและค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 173,600 บาทต่อปี
  11. การประหยัดน้ำโดยการนำน้ำที่บำบัดแล้วกลับมาใช้อีก เช่น การลดน้ำต้นไม้ เป็นต้น สามารถลดการใช้น้ำคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 352,800 บาทต่อปี

 

 

 

 



 

พิมพ์
Share Retweet
ย้อนกลับ
หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ติดต่อเรา | เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง | เข้าสู่ระบบ
Copyright © 2009 East Asia Watch. All rights reserved.