วันเสาร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Our People, Our Future Together: บรูไนกับตำแหน่งประธานอาเซียนปี 56
งานประเพณีปีใหม่ลาว
สรุปสาระสำคัญการบรรยายเรื่อง “ตลาดส่งออกข้าว: โอกาสและอุปสรรคของไทย”
นโยบายสวัสดิการสังคมของสิงคโปร์
สรุปและเอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง "โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจใน สปป.ลาว : กฏหมายส่งเสริมการลงทุนปี 2552 และปีการท่องเที่ยวลาว 2555"
สถานการณ์พลังงานของบรูไนในปัจจุบัน
บรูไนดารุสซาลาม : จิ๋วแต่แจ๋ว
แต่งงานกับคนต่างชาติ ดีจริงหรือ
โลกในอนาคตปี ค.ศ. 2020
งานประเพณีสงกรานต์ของเมืองเชียงตุง รัฐฉาน สหภาพพม่า
สถานการณ์ข้าวเวียดนามในปี 2552 และผลกระทบต่อไทย
ในปี 2552 เวียดนามส่งออกข้าวถึง 6 - 6.2 ล้านตันซึ่งนับเป็นปริมาณสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สาเหตุหลักมาจากการที่ไทยและอินเดียลดปริมาณการส่งออกข้าวและภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

ประเทศต่าง ๆ จึงหันมานำเข้าข้าวจากเวียดนามเนื่องจากมีราคาถูกกว่าข้าวไทยและอินเดีย แต่เป็นที่คาดการณ์ว่า ข้าวที่เวียดนามส่งออกทั้งหมดไม่ได้มาจากการผลิตภายในประเทศ บางส่วนเป็นการนำเข้าจากกัมพูชา

พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในเวียดนาม คือพันธุ์ IR 50404 และ OM 3217 ซึ่งให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อโรคพืช แต่มีเมล็ดสั้น คุณภาพต่ำ และเป็นข้าวส่งออกชนิด 25% ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยร้อยละ 70 ของข้าวที่เวียดนามส่งออกคือข้าว 15%  และ 25% โดยมี ตลาดหลักคือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและคิวบา และส่งออกข้าวชั้นดี 100% และ 5% เพียงร้อยละ 26  ส่วนไทยส่งออกข้าวชั้นดี (ข้าวหอมมะลิและข้าวขาว 100%และ 5%) ประมาณร้อยละ 63 ต่อปี และส่งออกข้าวชนิด 15% และ 25% เพียงร้อยละ 7.5ตลาดข้าวหอมมะลิที่สำคัญของไทยคือ สหรัฐฯ ฮ่องกง และโกตติวัวร์  ตลาดข้าว 100% ของไทยคือ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ส่วนตลาดข้าว 5-10% คือ อิรัก แคเมอรูน และคองโก ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ โอกาสที่จะมีการแข่งขันระหว่างข้าวไทยและข้าวเวียดนามจึงมีเพียงข้าว 5% โดยตลาดแข่งขันหลักจะอยู่ที่ประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา และการแข่งขันดังกล่าวไม่น่าจะมีผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวไทยนักเนื่องจากข้าว 5% และ 10% มิใช่ข้าวชนิดหลักที่ไทยผลิต ดังนั้น สิ่งที่ผู้ผลิตและนักลงทุนไทยควรดำเนินการในปัจจุบันคือการพยายามรักษาคุณภาพการผลิตข้าวหอมมะลิ และข้าว 100% เพื่อรักษาผู้บริโภคตลาดบนของไทยไว้

ในปัจจุบันเวียดนามยังขาดแคลนคลัง/ไซโลจัดเก็บข้าว การตากและอบข้าวเปลือกขาดคุณภาพ อากาศมีความชื้นสูงทำให้ข้าวเปลือกเสียง่ายและมีสัดส่วนข้าวหักสูงหลังการสี อีกทั้งยังไม่มีระบบรับจำนำข้าวทำให้ชาวนาต้องรีบขายผลผลิตเพราะเกรงจะถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง การขายข้าวในตลาดเวียดนามจึงมีลักษณะ “รีบซื้อรีบขาย” จึงทำให้ข้าวเวียดนามมีราคาถูกกว่าไทย นอกจากนั้นรายงานข่าวแจ้งว่า ในปี 2554 เวียดนามจะเปิดตลาดข้าวภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่ผู้ส่งออกข้าวไทยจะสามารถเพิ่มการส่งออกไปยังเวียดนามได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และในขณะนี้ ข้าวไทยและกัมพูชาสามารถเจาะตลาดเวียดนามได้มากขึ้นตามลำดับ (ในปี 2552 เวียดนามนำเข้าข้าวจากไทยและกัมพูชา ประมาณ 2,000 ตันและ 2.5 ล้านตันตามลำดับ)

พิมพ์
Share Retweet
ย้อนกลับ
หน้าหลัก | เกี่ยวกับเรา | ข่าวประชาสัมพันธ์ | ติดต่อเรา | เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง | เข้าสู่ระบบ
Copyright © 2009 East Asia Watch. All rights reserved.