ประเทศต่าง ๆ จึงหันมานำเข้าข้าวจากเวียดนามเนื่องจากมีราคาถูกกว่าข้าวไทยและอินเดีย แต่เป็นที่คาดการณ์ว่า ข้าวที่เวียดนามส่งออกทั้งหมดไม่ได้มาจากการผลิตภายในประเทศ บางส่วนเป็นการนำเข้าจากกัมพูชา
พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในเวียดนาม คือพันธุ์ IR 50404 และ OM 3217 ซึ่งให้ผลผลิตสูงและทนทานต่อโรคพืช แต่มีเมล็ดสั้น คุณภาพต่ำ และเป็นข้าวส่งออกชนิด 25% ที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยร้อยละ 70 ของข้าวที่เวียดนามส่งออกคือข้าว 15% และ 25% โดยมี ตลาดหลักคือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและคิวบา และส่งออกข้าวชั้นดี 100% และ 5% เพียงร้อยละ 26 ส่วนไทยส่งออกข้าวชั้นดี (ข้าวหอมมะลิและข้าวขาว 100%และ 5%) ประมาณร้อยละ 63 ต่อปี และส่งออกข้าวชนิด 15% และ 25% เพียงร้อยละ 7.5ตลาดข้าวหอมมะลิที่สำคัญของไทยคือ สหรัฐฯ ฮ่องกง และโกตติวัวร์ ตลาดข้าว 100% ของไทยคือ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ส่วนตลาดข้าว 5-10% คือ อิรัก แคเมอรูน และคองโก ดังนั้น ในปัจจุบันนี้ โอกาสที่จะมีการแข่งขันระหว่างข้าวไทยและข้าวเวียดนามจึงมีเพียงข้าว 5% โดยตลาดแข่งขันหลักจะอยู่ที่ประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา และการแข่งขันดังกล่าวไม่น่าจะมีผลกระทบต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวไทยนักเนื่องจากข้าว 5% และ 10% มิใช่ข้าวชนิดหลักที่ไทยผลิต ดังนั้น สิ่งที่ผู้ผลิตและนักลงทุนไทยควรดำเนินการในปัจจุบันคือการพยายามรักษาคุณภาพการผลิตข้าวหอมมะลิ และข้าว 100% เพื่อรักษาผู้บริโภคตลาดบนของไทยไว้
ในปัจจุบันเวียดนามยังขาดแคลนคลัง/ไซโลจัดเก็บข้าว การตากและอบข้าวเปลือกขาดคุณภาพ อากาศมีความชื้นสูงทำให้ข้าวเปลือกเสียง่ายและมีสัดส่วนข้าวหักสูงหลังการสี อีกทั้งยังไม่มีระบบรับจำนำข้าวทำให้ชาวนาต้องรีบขายผลผลิตเพราะเกรงจะถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง การขายข้าวในตลาดเวียดนามจึงมีลักษณะ “รีบซื้อรีบขาย” จึงทำให้ข้าวเวียดนามมีราคาถูกกว่าไทย นอกจากนั้นรายงานข่าวแจ้งว่า ในปี 2554 เวียดนามจะเปิดตลาดข้าวภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสดีที่ผู้ส่งออกข้าวไทยจะสามารถเพิ่มการส่งออกไปยังเวียดนามได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และในขณะนี้ ข้าวไทยและกัมพูชาสามารถเจาะตลาดเวียดนามได้มากขึ้นตามลำดับ (ในปี 2552 เวียดนามนำเข้าข้าวจากไทยและกัมพูชา ประมาณ 2,000 ตันและ 2.5 ล้านตันตามลำดับ)
|